Saturday, April 23, 2016

บ้านไร่ของในหลวง

วันก่อนเล่าถึงบ้านที่ดอยตุงของสมเด็จย่าไปแล้ว วันนี้อยากจะเล่าถึงบ้านไร่ของในหลวงบ้างครับ

พอดีวันก่อนผมนั่งคุยกับคุณไม้ ซึ่งเป็นสถาปนิกที่มาทำบ้านผมเกี่ยวกับความเรียบง่ายของพระตำหนักดอยตุง คุณไม้ก็เลยบอกผมว่าอย่างนี้ต้องไปดูโครงการชั่งหัวมันของในหลวงครับ

โครงการนี้ตั้งอยู่ที่ .ท่ายาง .เพชรบุรี ครับ ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเลย และที่สำคัญก็คือ ห่างจากพระราชวังไกลกังวลเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น

ความพิเศษของโครงการชั่งหัวมันก็คือ ที่ดินตรงนั้นเดิมเป็นป่ายูคาลิปตัส แห้งและแล้งมากจนกระทั่งปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งในหลวงก็ทรงซื้อที่ดินผืนนี้จากราษฎร เป็นที่ดินรวมจำนวน 250 ไร่ ไม่มีแม้กระทั่งแหล่งน้ำและไฟฟ้า เรียกว่ากันดารก็คงไม่ผิด

แต่ในหลวงท่านทรงเลือกซื้อที่ดินตรงนี้ก็เพราะความกันดารนี่ละครับ ท่านต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่าถ้าเราต้องการพัฒนา + ร่วมแรงร่วมใจ + ความรู้แล้ว ที่ดินตรงไหนก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้

ท่านทรงซื้อที่ดินผืนนี้ไว้เมื่อปี 2551 ครับ ตอนแรกๆชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ดินของใคร แต่พอได้ทราบความจริง ชาวบ้านก็ยกขบวนมาช่วยกันทำไร่ทำสวนถวายในหลวง โดยมีหน่วยราชการต่างๆมาช่วยกันทั้งให้ความรู้และแก้ปัญหา

นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านแถวนั้นรู้สึกได้ในวันเดียวว่า...."ต้องช่วยกัน"

ในที่ดิน 250 ไร่ที่แสนกันดารนี้ ใช้เวลาเพียง 1 ปีก็สามารถพลิกกลับขึ้นมาอุดมสมบูรณ์เขียวขจีได้สุดๆจริงๆ โดยที่ในหลวงท่านทรงย้ำว่า ให้ใช้ปุ๋ยธรรมชาติเท่านั้นเพื่อให้ธรรมชาตินั้นปรับตัวเองได้

ชาวบ้านกลุ่มไหนที่ชำนาญเรื่องปลูกอะไร ก็จะมาช่วยกันปลูกพืชชนิดนั้น ทั้งมะนาว ข้าว มะพร้าว พริก แก้วมังกร สัปปะรด กล้วยฯลฯ ทั้งเลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ ทุกวันนี้ชาวบ้านของทั้งสองตำบลคือ ตำบลกลัดหลวง และ ตำบลเขากระปุก จะนัดกันว่าทุกวันพฤหัสจะมาช่วยกันทำสวนที่โครงการนี้เพื่อในหลวงครับ

ระยะเวลาแค่ 1 ปีนับแต่เริ่มโครงการชั่งหัวมัน พอถึงปี 2552 ก็สามารถเก็บมะนาวขายได้วันละ 8,000 - 10,000 ลูก ทำรายได้ให้โครงการกว่าหนึ่งล้านห้าแสนบาท ไม่นับพืชจากสวนชนิดอื่นๆอีกมากมาย

แถมยังมีกังหันผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในโครงการเองอีกต่างหาก มีกังหันทั้งหมด 20 ตัว ปั่นไฟได้เหลือใช้จนกระทั่งขายคืนให้การไฟฟ้าได้อีก

กุศโลบายที่ซ่อนอยู่ในโครงการนี้คือ ถ้าเราร่วมใจช่วยกันพัฒนา....แม้ดินที่แห้งแล้งสุด ก็สามารถกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้

ที่ดินตรงนี้ในหลวงท่านทรงใช้พระนามของพระองค์เองเป็นเจ้าของที่ดิน และโปรดให้ลงทะเบียนเป็นเกษตรกรทำไร่ ถือโฉนดเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 1 ครับ

สมเด็จพระเทพฯทรงบอกว่า ใครจะปลูกพืชผักอะไรก็ได้ในที่ดินตรงนี้ ในหลวงไม่ทรงหวงเลย ผลที่ได้ก็คือ ความเขียวชอุ่มงดงาม มีคนกลุ่มต่างๆหลายคณะมาดูงานมากกว่าพันคณะแล้ว

ส่วนผลผลิตที่ได้จากโครงการนี้ ถูกส่งไปขายที่โกลเด้นเพลสแห่งเดียวเท่านั้นครับ บนหีบห่อที่บรรจุก็เขียนให้เห็นชัดเจนว่ามาจากโครงการชั่งหัวมัน


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระองค์ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาตลอดเวลาที่ทรงครองราชย์ ผมแอบคิดว่าหากแผ่นดินนี้มีคนทำตามอย่างในหลวงสักสิบคน แผ่นดินไทยคงเจริญกว่านี้ร้อยเท่าพันทวี

ทึ่ง

วันนี้ขอนำเสนอ.....ที่มาของคำว่า "ทึ่ง" ครับผม

ทุกวันนี้เราใช้คำว่า "น่าทึ่ง" ในความหมายว่า "น่าสนใจ" แต่จะมีสักกี่คนว่าคำว่า "ทึ่ง" นี้มากจากไหนกัน

คำๆนี้มีที่มาในสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โน่นน่ะครับ กล่าวคือ ในตอนนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงสั่งนกอีมูเข้ามาเลี้ยงในพระราชวังของพระองค์ท่าน แต่จะสั่งมาจากออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์นั้น อันนี้ผมก็จนใจไม่ทราบด้วยเกล้า

เจ้านกชนิดนี้ก็คล้ายๆนกกระจอกเทศครับ แต่เขาว่าเชื่องกว่า

พระองค์ทรงเลี้ยงนกอีมูแบบปล่อยอิสระ คือ ปล่อยเดินเล่นไปทั่วในสวนของท่าน เพราะเจ้านกตัวนี้ตัวใหญ่มาก ก็จึงบินหนีไปไหนไม่ได้ เวลาร้องก็จะร้องเสียงดังว่า "ทึ่งๆๆๆ"

ทีนี้เจ้านกอีมูนี่มีอุปนิสัยขี้สงสัยสนอกสนใจอะไรไปเสียทุกอย่าง คนสวนนั่งขุดดินอยู่ มันก็เดินไปข้างหลังเขา แล้วชะโงกมองข้ามไหล่คนสวนดูเขาขุดดิน ตีปีกพั่บๆ แล้วร้องว่า "ทึ่งๆๆๆๆๆๆ"

ต่อมารัชกาลที่ 5 ท่านก็จึงเอามาใช้เป็นคำหยอกเย้าคนที่สนใจอะไรมากๆ มีพระราชดำรัสว่า "เจ้านี่ทึ่งเป็นนกอีมูอีกแล้ว"

คำนี้ก็เลยเริ่มใช้กันและนิยมใช้กันไปทั่วจวบจนปัจจุบันเลยครับ บางคนเห็นแปลคำว่า "น่าทึ่ง" นี้เป็นภาษาอังกฤษว่า "amazing" กันเลยเชียว


ผมไปพบเรื่องนี้มาจากตอนหนึ่งของปาฐกถาของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เมื่อปี 2524 ในตอนที่ท่านพูดถึงวัฒนธรรมไทยครับ

โครงการ พอ.สว.

เชื่อว่าเราทุกคนรู้จักโครงการแพทย์อาสาของสมเด็จย่า คือ โครงการ พอ.สว. กันมานาน ส่วนใหญ่ก็จากฟังข่าวทีวีกัน

และเชื่อว่าก็มีหลายๆคนตั้งคำถามในใจว่าคุ้มค่ากับการลงทุนไหม?”

ผมก็เลยขอนำบทสัมภาษณ์นายแพทย์ 4 ท่านที่ร่วมโครงการ พอ.สว. ในระหว่างที่สมเด็จย่ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่มาให้เราได้อ่านกันครับ

ผมว่าทางด้านการรักษาพยาบาลนั้นได้พอควร ใจผมนะครับ แต่ทางด้านจิตวิทยาได้มาก ให้เขารู้สึกว่าเราไม่ทอดทิ้งเขา”.....นายแพทย์สุนันท์ มูลทัศน์ฐาน

สำหรับจิตใจของคน ไม่มีอะไรเสมอเหมือน อย่างตำบลที่เราไปเมื่อวานซืน แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังไม่เคยไป สมเด็จย่าได้เสด็จไป เป็นที่ชื่นชมยินดีของคนทั้งหลายที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นอย่างยิ่ง กำลังใจนี้ผมว่าเป็นของสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง”.....ศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ

พูดถึงประโยชน์ทางการแพทย์ จริงๆไม่คุ้มกันครับ สู้โครงการแพทย์ทางอากาศไม่ได้ แต่ผมคิดว่าได้ประโยชน์ทางจิตวิทยาด้านประชาชน ที่ยึดเหนื่ยวเขาไว้ให้ซื่อตรงต่อพวกเราด้วยกัน ให้เป็นพวกเดียวกัน หรือ ทางด้านการบำรุงขวัญนะครับ ของพวกนี้ไม่มีราคา จะมีเงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้ถ้าไม่จัดทำอย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ชาวบ้านนะครับ พวกตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ไปอยู่ไกลๆก็ได้ด้วย ผมว่าโปรเจ็คท์นี้เกินคุ้ม เป็นโปรเจ็คท์ที่คนธรรมดาๆอย่างเราไม่มีปัญญาทำ ถ้าไม่ได้สมเด็จย่าริเริ่มอย่างนี้”.....ศาสตราจารย์ นายแพทย์อาวุธ ศรีสุกรี

เมื่อเทียบค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมันเฮลิคอปเตอร์ ค่าเวชภัณฑ์ ทรัพยากรบุคคล ฯลฯ ตลอดจนใช้หลักการแพทย์เข้ามาพิจารณาแล้ว การปฎิบัติงานของ พอ.สว. ได้ผลน้อยกว่าเงินลงทุนที่เราใช้จ่ายไปแต่เราจำเป็นต้องทำ เพราะได้ผลอย่างมากในแง่จิตใจ อีกประการหนึ่งในภาวะที่เราขาดแคลนแพทย์ในท้องถิ่นทุรกันดาร การมีแพทย์ พอ.สว.จึงเป็นสิ่งจำเป็น”......นาวาเอก นายแพทย์พันธุ์เลิศ ทิมกระจ่าง ..

แม้วันนี้สมเด็จย่าและสมเด็จพระพี่นางฯจะจากพวกเราไปแล้ว แต่เรายังมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ และบรรดาแพทย์ พยาบาล พอ.สว.อีกนับร้อยคนทำหน้าที่บำรุงขวัญประชาชนอยู่จนทุกวันนี้
อ่านแล้วคงเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า เหตุใดสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจึงได้รับการยอมรับและเทิดทูนจากประชาชนชาวไทยมานับ 800 ปี…..

ขอทุกพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ปล.ข้อมูลจากหนังสือพระมามลายโศกหล้า เหลือสุขเล่ม 2 ครับ

สมเด็จพระเทพรัตนฯ 60 พรรษา

ปีนี้เป็นปีพิเศษและสำคัญยิ่งคือ ทูลกระหม่อมอาจารย์ สมเด็จพระเทพรัตนฯ มีพระชนมายุครบ 60 พรรษา

เชื่อว่าคนไทยทุกคนก็รู้สึกเหมือนผม คือ "รักสมเด็จพระเทพฯ" ด้วยเหตุที่พระองค์มีพระอัธยาศัยที่ดี และ มีคุณลักษณะที่ประชาชนจะรักได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของม...คึกฤทธิ์ ที่ท่านบอกว่า "ราชวงศ์จักรีนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่สำคัญคือ สามารถผลิตบุคคลที่มีความสามารถได้ทันเวลาและตรงกับยุคสมัย"

คำพูดนี้คือความเป็นจริงที่สำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เพราะถ้าเรามองย้อนกลับขึ้นไปตั้งแต่เริ่มมีกรุงเทพฯ เราจะได้เห็นว่าผู้นำหรือพระราชวงศ์ไทยในแต่ละสมัยนั้น สามารถนำชาติรอดพ้นวิกฤติได้โดยมหัศจรรย์

- รัชกาลที่หนึ่งและสอง ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมที่ถูกทำลายไปเพราะพม่าเผากรุงศรีอยุธยาเสียจนสิ้น ทรงรวบรวมผู้รู้เพื่อสร้างเมืองหลวงใหม่ สร้างโขน ละคร ศิลปะกลับคืนมา เราจึงมีพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วที่งดงามให้เห็นจนวันนี้

- รัชกาลที่สาม ทรงเริ่มทำการค้าโดยเรือสำเภา ได้เงินมามากมายและเก็บรักษาไว้ในท้องพระคลัง....เงินทั้งหมดนี้อีกห้าสิบกว่าปีต่อมาถูกนำมาใช้ "ไถ่ประเทศ" จากเหตุที่ฝรั่งเศสเอาเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ

- รัชกาลที่ห้า คือ กษัตริย์ที่ได้รับการศึกษาภาษาอังกฤษอย่างดี โดย รัชกาลที่สี่เป็นผู้เริ่มให้แหม่มฝรั่งเข้ามาสอนหนังสือในพระราชวัง รัชกาลที่ห้า จึงมีวิสัยทัศน์ที่จะส่งพระราชโอรสไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ เยอรมัน สหรัฐอเมริกา ตัวพระองค์เองก็เสด็จไปยุโรปเพื่อสร้างพันธมิตรกับรัสเซียให้สยามรอดพ้นจากยุคล่าอาณานิคมมาได้แบบหวุดหวิด

เรื่อยมาจนถึงในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ที่ผมคงไม่ต้องบรรยายความดีงามของในหลวงของเรามากนัก เราทุกคนก็ซึ้งแก่ใจดีอยู่แล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ในหลวงทรงตั้งให้สมเด็จพระเทพฯทรงเป็นแม่งานในการฟื้นฟูพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว เมื่อคราวกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ..2525

...คึกฤทธิ์เล่าว่า ในขณะนั้นสภาพพระบรมมหาราชวังเสื่อมโทรมมากๆ เพราะถูกทอดทิ้งมาเกือบร้อยปี แต่ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระเทพฯ เราก็สามารถรวบรวมเกจิอาจารย์ ครูศิลปะ ศิลปินหลายๆแขนงมาช่วยกัน แทบจะเรียกได้ว่า "ซ่อมสร้าง" ขึ้นมาใหม่ได้เหมือนเนรมิตและทันเวลาเฉลิมฉลองพระนครพอดี

ทุกวันนี้วัดพระแก้วก็คือ ความภาคภูมิใจของคนไทย แขกบ้านแขกเมืองมาเห็นก็ต้องทึ่งในความยิ่งใหญ่ในสถาปัตยกรรมของบรรพบุรุษเรา

ขณะนี้สมเด็จพระเทพฯ ก็เปรียบเสมือนเสาหลักในวงการศิลปวัฒนธรรม ความพระทัยดี (ใจดี) ของท่านทำให้รวมใจศิลปินของชาติได้ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย เพลงลูกทุ่ง โขน ละคร ฟ้อนรำ วิจิตรศิลป์ การศึกษา สุดจะบรรยายได้หมด

ตอนผมเป็นนักเรียนนายร้อย ก็ได้เป็นประธานชมรมดนตรีไทยของ จปร. ได้มีโอกาสซ้อมดนตรีไทยร่วมกับพระองค์ท่านหลายครั้ง สิ่งหนึ่งที่ผมทึ่งก็คือ ทุกครั้งที่ได้ซ้อมดนตรีที่พระตำหนักสวนจิตรลดา พระองค์ท่านใช้เวลาเพียงนิดเดียวในการต่อเพลงที่ซับซ้อนและทรงระนาดเอกออกโทรทัศน์ได้โดยไม่มีการสะดุดหรือผิดพลาดเลย 

ขณะที่ตัวผมเล่นเพลงเดียวกันกลับต้องใช้เวลาฝึกซ้อมนานหลายเดือน กล่าวได้เลยว่าท่านคือ อัจฉริยะและนักปราชญ์ของชาติไทยโดยแท้


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของปวงข้าพระพุทธเจ้าสืบไป

ลี กวน ยู กับ จอมพลสฤษดิ์


เห็นช่วงนี้ใครๆก็กล่าวถึง "ลี กวน ยู" รัฐบุรุษแห่งสิงคโปร์ผู้ล่วงลับ ในฐานะที่เป็น "ผู้สร้าง" สิงคโปร์ให้มีความเข้มแข็งและเป็นประเทศพัฒนา ผมเองก็ชื่นชมท่านเช่นกันที่เลือกการปกครองที่เหมาะกับธรรมชาติชาวสิงคโปร์ (จีน + มลายู)

เพราะสิงคโปร์เองนั้น ถามว่าใช่ประชาธิปไตยเต็มใบหรือไม่ ก็แน่นอนว่า "ไม่ใช่" เพราะบางยุคบางสมัยนั้น ไม่มีแม้กระทั่งฝ่ายค้าน ออกจะเผด็จการด้วยซ้ำไป กฎหมายก็เคร่งครัดลงโทษรุนแรงเกินหลายๆชาติ แต่สิ่งเหล่านี้ ลี กวน ยู ได้รับการยอมรับจากชนในชาติภายหลังว่า "ทำไปเพื่อสิงคโปร์"

ผมเลยลองนั่งนึกว่า ในช่วงที่ลี กวน ยู เริ่มปกครองสิงคโปร์ คือ ..2502 นั้น ประเทศไทยเรากำลังทำอะไรกันอยู่หนอ?

ปีนั้นเป็นปีที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ การปกครองเมืองไทยในยุคนั้นถึงแม้จะมีรัฐบาล แต่ก็กึ่งเผด็จการคล้ายๆสิงคโปร์ เพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยอันธพาล ผู้มีอิทธิพลและการค้าฝิ่น มีการวางเพลิงชุมชนไม่เว้นแต่ละวัน .... ยุคอันธพาลครองเมืองครับ

เป็นยุคที่รัฐต้องใช้อำนาจเต็มที่ จับคนวางเพลิงได้ก็ยิงเป้ากันตรงนั้นเลย ประหารชีวิตนักค้ายาเสพติดกันเป็นรูปธรรม วาทะสำคัญของจอมพลสฤษดิ์ก็คือ "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" จนบ้านเมืองสงบราบคาบ คนเฒ่าคนแก่ยกมือโมทนาสาธุกันถ้วนหน้า

เป็นยุคที่ไทยเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก เพื่อสร้างถนนหนทางไปถึงชนบทห่างไกล เรียกว่ายุค "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก" เป้าหมายคือ กระจายความเจริญไปให้ถึงสุดขอบจังหวัดชายแดนให้ได้ เพื่อให้ประชาชนมีทางทำมาค้าขาย ประกอบอาชีพได้

เพราะลัทธิคอมมิวนิสท์เริ่มแพร่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและจอมพลสฤษดิ์ มีแนวความคิดสอดคล้องกันว่า การที่เราจะป้องกันประชาชนไม่ให้ไปเข้าร่วมกับลัทธิคอมมิวนิสท์นั้น "ประชาชนจะต้องอยู่ดีกินดี มีทางทำมาหากิน" เพราะคอมมิวนิสท์นั้นมีมาร์เก็ตติ้งคือ "ขยายความเหลื่อมล้ำในสังคม"

เราจึงได้เห็นการสร้างถนนในชนบท การเร่งสร้างเขื่อนเพื่อช่วยเหลือชลประทานและปั่นไฟฟ้าในภูมิภาคห่างไกล สร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โครงการพระราชดำริ หน่วยแพทย์ พอ.สว. โครงการสร้างอาชีพชาวเขา และอื่นๆอีกมากมาย

ทั้งหมดนี้ในหลวงของเราเร่งรัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ป้องกันลัทธิคอมมิวนิสท์ที่มาแรงมากในช่วงปี 2510-2523 เราจึงได้เห็นพระองค์ท่านเสด็จไปทั่วทุกแห่งของแผ่นดินไทย เพื่อพัฒนาประเทศเพราะพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลนี่เอง

ในระหว่างที่กองทัพบกเปิดยุทธการสู้รบเพื่อเอาชนะลัทธิคอมมิวนิสท์นั้น ในหลวงและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ก็เสด็จไปเยี่ยมทหารถึงแนวหน้า เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารทุกนาย

ไทยเราจึงเป็นชาติเดียวในภูมิภาคนี้ที่รอดพ้นจากภัยคอมมิวนิสท์มาได้ ขณะที่ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน.....กลายเป็นคอมมิวนิสท์ตามทฤษฎีโดมิโนไปหมดแล้ว

เรายังภูมิใจในเอกราชได้แบบนี้เพราะ "ในหลวง" และบรรพบุรุษของพวกเราสร้างไว้ให้ โดยแท้


ใครจะยกย่อง ลี กวน ยู ว่ายอดเยี่ยมกระเทียมดองปานใด แต่ตัวผมก็มองว่า "ในหลวง" คือ The Soul of This Nation โดยแท้   หากไม่มีท่าน....เมืองไทยก็ไม่มีวันนี้

โรเบิร์ต เคนเนดี้

วันนี้จะขอเล่าถึงถึงโรเบิร์ต เคนเนดี้เสียหน่อยครับ

เหตุมาจากเมื่อวานนั่งอ่านไทยรัฐ มีคอลัมน์หนึ่งเขาชื่นชม รมว.ยุติธรรม คือ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ว่าทำงานเป็น สามารถใช้เขี้ยวเล็บของ ดีเอสไอ ปปง. ปปท. เข้ามาฟาดฟันกับพวกโจรใส่สูททั้งหลายได้ผลดีมากๆ

ตบท้ายด้วยเปรียบเทียบว่า.....ทำงานเข้าขากับนายกดีได้ยังกะโรเบิร์ต เคนเนดี้ เลยทีเดียว

...ถือเป็นคำชมที่พลเอกไพบูลย์ควรจะภูมิใจ

เพราะโรเบิร์ต เคนเนดี้นั้นเป็นน้องชายของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (หรือ JFK) ครับ ซึ่งระหว่างที่พี่ชายของเขาเป็นปธน.อยู่นั้น โรเบิร์ตก็ทำหน้าที่เป็น รมว.กระทรวงยุติธรรมนี่แหละ

ตำแหน่งนี้ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Attorney General 

โรเบิร์ตนั้นเป็นคนฉลาดเฉลียวมาก เรียนจบกฎหมายจากฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือทั้งจากพี่ชายและรัฐมนตรีทั้งหลาย ทุกคนเรียกเขาว่า "The Brilliant One" และความเห็นจากเขาเป็นสิ่งที่ทุกคนในห้องประชุมจะต้องฟัง

ในช่วงที่ JFK เป็นประธานาธิบดีนั้น อเมริกาอยู่ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง มีตัวละครสำคัญๆมากมายเช่น บาทหลวงมาร์ติน ลูเธอร์ คิง (ผู้นำการเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันของคนดำและคนขาว) หรือ เอ็ดการ์ เจ ฮูเวอร์ (หัวหน้าเอฟบีไอคนแรก)

พี่น้องเคนเนดี้ให้การสนับสนุนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และใช้กลไกของกระทรวงยุติธรรมเร่งออกกฎหมาย Civil Right ออกมาใช้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของจุดขัดแย้งระหว่างตระกูลเคนเนดี้กับเอฟบีไอที่เห็นว่ามาร์ติน ลูเธอร์ คิง นั้นเป็นตัวป่วนและเป็นคอมมิวนิสท์

ในยุคที่โรเบิร์ตเป็นเจ้ากระทรวงยุติธรรมนั้น เขาใช้เอฟบีไอและองคาพยพทั้งปวงเข้าฟาดฟันกับบรรดาเจ้าพ่อมาเฟียทั้งที่เรียกว่า Mobster, Gangster หรือ Teamster จนมีคนบันทึกสถิติว่า.....คดีปราบมาเฟียพุ่งขึ้นเกือบสิบเท่า

เป็นยุคทองของการรักษากฎหมายในอเมริกาเลยก็ว่าได้

ผมเชื่อว่าถ้าตระกูลเคนเนดี้ไม่ถูกลอบสังหารทั้งสองพี่น้อง และได้อยู่บริหารประเทศต่อไป ภาพลักษณ์ของอเมริกาคงจะไม่เป็นเช่นทุกวันนี้

ถ้าได้ดูหนังเรื่อง "Thirteen Days" ที่เล่าเรื่องวิกฤติคิวบา ที่อเมริกากับโซเวียตเผชิญหน้ากันตึงเครียดจนจวนเจียนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 คงจะได้บทบาทของโรเบิร์ตว่าเขาสำคัญกับชนชาติอเมริกันอย่างไร

ทูตโซเวียตที่ครุสชอฟส่งเข้ามาเจรจาลับส่วนตัวกับโรเบิร์ต ได้บอกกับโรเบิร์ตไว้ว่า

"We have heard stories that some of your military men wish for war. You are a good man. Your brother is a good man. I assure you there are other good men. Let us hope the will of good men is enough to counter the terrible strength of this thing that was put in motion."


ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านท่ีเสียสละความเหน็ดเหนื่อยเพื่อชาติบ้านเมืองทุกท่านครับ

มูลนิธิสายใจไทย

เชื่อว่าใครๆก็เคยได้ยินชื่อ "มูลนิธิสายใจไทย" แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามูลนิธินี้ "ทำอะไร?"

มูลนิธิสายใจไทยนี้ ในหลวงเป็นผู้ทรงก่อตั้งขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2518 เป็นช่วงที่บ้านเมืองเราต้องสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสท์ ทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสา ต้องล้มตายนับร้อยนับพันจากการเสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยครับ

ว่ากันว่าในยุคนั้น (2517-2527) มีผู้เสียชีวิตกันทุกวัน ถ้าเผาทุกวันก็ไม่ไหว ศพทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสาจากชายแดนจึงต้องนำมารวมกันเผาเป็นระยะๆที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยในหลวงเสด็จมาเป็นองค์ประธานทุกครั้ง เพื่อพระราชทานเพลิงศพ เป็นการให้เกียรติสูงสุดแก่เหล่าผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อถึง 2 เมษายน 2518 ในหลวงและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ พระราชทานจัดเลี้ยงที่สวนจิตรลดา แล้วเชิญทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสาที่บาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาล มาร่วมงานเลี้ยงด้วยกัน เพื่อบำรุงขวัญใ้ห้กำลังใจ และตั้งมูลนิธิสายใจไทยขึ้นในวันนี้

มูลนิธิสายใจไทย มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือเหล่าผู้เสียสละของชาติครับ ทั้งให้เงินเดือนและฝึกอาชีพ แก่ผู้ที่บาดเจ็บจนพิการทุพพลภาพ ให้เขามีอาชีพต่อไปได้ ให้เขาได้รู้ว่าประเทศชาติไม่ทอดทิ้งพวกเขา

ถ้าใครสังเกตก็จะรู้ว่า 2 เมษายน นั้นเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนฯ นั่นก็ด้วยความตั้งใจที่ในหลวงจะมอบมูลนิธินี้ให้สมเด็จพระเทพรัตนฯเป็นองค์ประธานต่อไป เพราะทรงเห็นว่า พระองค์เป็นผู้มีความอ่อนโยน มีพระทัยเมตตา และก็ทรงยังเป็นประธานมูลนิธิจนถึงทุกวันนี้

วันที่ 2 เมษา จึงเป็น "วันสายใจไทย" ด้วยอีกวันหนึ่ง

หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นโดยร้อยตรี ต่วนอัมรัน กรูโซะ อดีตทหารที่ถูกลอบวางระเบิดขณะลาดตระเวนคุ้มครองครูในยะลาเมื่อปี 2552 และสูญเสียขาทั้งสองข้างจนถึงโคนขา เคราะห์กรรมในชีวิตส่วนตัวก็ยังโดนพ่อและแม่เลี้ยงขโมยเงินทั้งหมดไปอีก

ทุกวันนี้ร้อยตรีผู้นี้หาเลี้ยงชีพได้ ก็เพราะมูลนิธิสายใจไทยที่ช่วยเหลือเขามาตลอดจนวันนี้ ทุกๆ 10 บาทจากการขายหนังสือเล่มนี้ 1 เล่ม ร้อยตรีต่วนอัมรัน ขอยกให้กับมูลนิธิสายใจที่คุ้มครองเขา

ใครอยากซื้อหนังสือเล่มนี้ เชิญได้ที่ร้านนายอินทร์ครับ

ความสงบสุขของบ้านเมืองนี้ ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยความเสียสละชีวิตของทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสาที่ยังทำหน้าที่คุ้มครองแผ่นดินไทย ทั้งในยามกลางคืนที่เรานอนหลับสบายอยู่บนเตียงนุ่มๆที่บ้าน หรือ ในยามที่ประชาชนเฉลิมฉลองเทศกาลรื่นเริงอยู่ก็ตาม


ทุกวินาทีที่ท่านหายใจได้อย่างสุขกายสบายใจ จำไว้เถิดครับว่า....มีผู้เสียสละเพื่อท่านอยู่