Saturday, April 23, 2016

มาริสสา เมเยอร์ ซีอีโอหญิงแห่งยาฮู


ตามคำสัญญาที่ว่าจะเอาเรื่องราวของผู้หญิงเก่งคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังถึงวิธีการที่เธอเปลี่ยนแปลงยาฮู จากบริษัทที่จวนเจียนจะถูกเทคโอเวอร์โดยไมโครซอฟท์ ให้ฟื้นตัวขึ้นมาทรงพลังอีกครั้งหนึ่งครับ

ก่อนอื่นต้องบอกแบ๊คกราวน์ก่อนว่า มาริสสาผู้นี้เป็นพนักงานลำดับที่ 20 ของกูเกิ้ลครับ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมงานยุคก่อร่างสร้างตัวของกูเกิ้ลเลยละ และยังเป็นวิศวกรหญิงคนแรกของกูเกิ้ลอีกด้วย

เธอเรียนจบทั้งตรีและโทสาขา Computer Science จากสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงมันสมองของเธอได้อย่างดี ซึ่งว่ากันว่าในตอนที่เธอเรียนจบนั้น มีคนมาแย่งตัวเธอไปทำงานถึง 14 แห่ง แต่เธอก็เลือกที่จะมาเป็นวิศวกรชุดแรกของกูเกิ้ล และอยู่กับกูเกิ้ลถึง 13 ปีจนกระทั่งถูกทาบทามจากบอร์ดบริหารของยาฮูให้มาเป็นซีอีโอในปี 2012

ยาฮูในปี 2012 อยู่ในสภาพที่พนักงานเบื่อหน่ายมาก ทิศทางของบริษัทกระจัดกระจาย บอกไม่ถูกว่าตัวเองจะเป็นเสิร์ชเอนจิ้น หรือจะเป็นฟรีเมล หรือจะทำธุรกิจอะไรกันแน่ แถมระบบการบริหารยังเป็นแนวๆระบบราชการ (Bureaucratic) ซึ่งผิดวิสัยของบริษัทเทคโนโลยีอย่างมากเลย

เมื่อมาริสสามาถึง สิ่งแรกที่เธอทำคือกำหนดทิศทางเลยว่า "ยาฮูจะมุ่งไปสู่การเป็น Mobile App" ส่วนผลิตภัณฑ์อย่างอื่นตัดทิ้งหมด ว่าแล้วเธอก็จัดการโละมือถือแบล็คเบอรี่ที่ยาฮูเดิมแจกให้พนักงาน เปลี่ยนเป็นแจกไอโฟนและมือถือแอนดรอยด์ทั้งหมด เพื่อให้พนักงานเข้าสู่โลกของ Application และ ทดลองใช้ app ที่ตัวเองพัฒนาจริงๆบนมือถือเลย

ต่อมา เธอก็ดึงความร่วมมือร่วมใจจากพนักงานโดยการให้ มีบริการอาหารฟรีที่บริษัท และตัวเธอก็ร่วมทานมื้อกลางวันด้วยทุกวัน ซึ่งก็ดึงความสนใจและร่วมใจได้ดีมาก ซึ่งไอเดียนี้เชื่อว่าเธอได้มาจากกูเกิ้ลครับ เพราะกูเกิ้ลเป็นบริษัทแรกๆที่ให้พนักงานทานอาหารฟรีได้ทั้งวัน

ว่ากันว่าที่กูเกิ้ลนั้นค่าอาหารต่อวันต่อพนักงานหนึ่งคนคือ 20เหรียญ ถ้ายาฮูบริการพนักงานด้วยอาหารระดับเดียวกับกูเกิ้ลนั้น ในหนึ่งปียาฮูใช้เงินราวๆ 100 ล้านเหรียญ สำหรับค่าอาหารเท่านั้น (พนักงาน 13,000 คน)
บางคนอาจจะมองว่าเยอะ แต่ผลลัพธ์พิสูจน์ออกมาแล้วว่า แนวทางของมาริสสาทำให้ยาฮูมีรายรับเข้ามาห้าพันล้านเหรียญ ฉะนั้นค่าอาหารคิดเป็นแค่ 2% เท่านั้นเอง และเป็นการดึงมาตรฐานการดูแลพนักงานขึ้นมาให้เทียบเท่ากับกูเกิ้ลและเฟซบุ๊คอีกด้วย

นอกจากนั้นในปีที่แล้ว เธอยังจ้างวิศวกรใหม่อีก 1,000 คน ในจำนวนนี้เป็นด็อกเตอร์ 50 คน โละพนักงานหัวเก่าออกไปก็เยอะ และใช้เงินบริษัทไปตะลุยซื้อกิจการอื่นๆอีกนับพันล้านเหรียญ ซึ่งทำให้ในช่วงไตรมาสที่สามของปีก่อนเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในงบการเงินของยาฮู

คือ....สินทรัพย์บริษัทลดลง (เพราะเอาไปซื้อกิจการชาวบ้าน) แต่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น

ตอนแรกๆตลาดหุ้นวอลล์สตรีทก็งงกับยาฮู แต่อีกไม่นานราคาหุ้นของยาฮูก็พุ่งขึ้นเกิน 100% เพราะนักลงทุนเริ่มมั่นใจในทิศทางการบริหารของเธอ

และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือ ในปี 2012 ที่มาริสสาเข้ารับตำแหน่งซีอีโอของยาฮูนั้น เธอเพิ่งอายุได้ 37 ปี แถมยังเพิ่งตั้งครรภ์อ่อนๆ แปลว่า...ตลอดปี 2013 เธอบริหารยาฮูในขณะที่เป็นคุณแม่ลูกอ่อน และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลของแมกกาซีนหลายๆเล่มอีกด้วย


ใครอยากได้เธอมาบริหารบริษัทให้... ค่าตัวของเธอคือ 300 ล้านเหรียญครับ ฟอร์บส์แมกกาซีนเขาประมาณการให้เรียบร้อย....

จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ไทย


เคยสงสัยมั้ยครับว่า "ประวัติศาสตร์ไทย" นั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อไร?

อย่างที่เราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่เป็นประถมกันมา มีทฤษฎีมากมายในเรื่องที่ว่า "คนไทยมาจากไหน" เช่น มาจากเทือกเขาอัลไต (มองโกเลีย), มาจากจีน ล่าสุดก็เชื่อกันว่าจริงๆแล้วเราอยู่ในแผ่นดินสุวรรณภูมิตรงนี้มานานแล้ว

เรื่องชาติพันธุ์นั้น ตอนนี้เราคงหาคำตอบกันยังไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน.... คงต้องไล่สืบดีเอ็นเอกันต่อไป

แต่ที่แน่นอนก็คือว่า ประวัติศาสตร์ชาติเรานั้นเริ่มต้นประมาณ พ.ศ.1800 ในสมัยกรุงสุโขทัยครับ เพราะนั่นคือครั้งแรกที่เรามี "ภาษาไทย" ที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหง และโชคดีที่ท่านให้สลักเรื่องราวในของท่านไว้บนศิลาจารึก ทำให้เราได้รู้ว่าบรรพบุรุษของเราคือใคร

กษัตริย์องค์แรกของประวัติศาสตร์เราก็คือ "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ครับ ส่วนพ่อขุนรามคำแหงนั้นเป็นพระโอรสองค์รอง แต่ทรงเข้มแข็งมากทั้งการรบและการปกครอง ว่ากันว่าอาณาจักรสุโขทัยในยุคพ่อขุนรามคำแหงนั้นใหญ่พอๆกับราชอาณาจักรไทยในวันนี้เลยทีเดียว (ไม่ใช่ใหญ่เท่าจังหวัดสุโขทัยนะครับ)

เมื่อหมดยุคสุโขทัย ก็ต่อด้วยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานครนี่เอง

รวมอายุของชาติเราได้ 757 ปีแล้ว (พ.ศ.1800 - พ.ศ.2557) นับเป็นชาติที่เก่าแก่ชาติหนึ่งทีเดียว 

- อเมริกา เกิดปีพ.ศ.2319 อายุได้ 238 ปี
- ญี่ปุ่น นี่แก่มากเลย ประวัติศาสตร์เขาย้อนไปได้ถึง 660 ปีก่อนคริสตกาล ก็คงจะราวๆ 2700 ขวบได้มั้ง
- จีน ดูจะแก่ที่สุด เพราะเขาเริ่มราชวงศ์ฉิงกันตั้งแต่ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์มนุษย์เลย


ก็คงเข้าใจตรงกันแล้วว่าจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์คือ "ภาษา" ครับ นั่นคือคุณสมบัติพิเศษของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สามารถส่งต่อเรื่องราวและเทคโนโลยีได้โดยผ่านภาษานี่เอง....

ต้นแบบกรุงเทพมหานคร

ต้นแบบการสร้าง "กรุงเทพมหานคร" นั้น....มาจากไหน?

ไปเดินพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วมาหลายครั้ง และทุกครั้งก็ตื่นตาตื่นใจกับสถาปัตยกรรมที่งดงามมากๆ แล้วก็จินตนาการย้อนไปเมื่อปี 2325 ที่แรกสร้างกรุงเทพฯกัน แล้วก็สงสัยว่าท่านเหล่านั้นเอาต้นแบบมาจากไหน

พอไปค้นดูในตู้หนังสือที่บ้านก็เจอเรื่องเล่าถึงเมื่อแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ว่า รัชกาลที่ 1 ท่านทรงใช้ "กรุงศรีอยุธยา" เป็นต้นแบบครับ ด้วยเพราะท่านเป็นนายทหารที่มีชีวิตอยู่และได้เห็นสมัยที่กรุงศรีอยุธยางดงามรุ่งเรืองถึงขีดสุด เรื่อยมาจนกระทั่งกรุงแตก

ต้องขอบอกก่อนว่า เมื่อพม่าเข้ามาเผาอยุธยานั้น ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเสียจนหมดสิ้นจริงๆ ทั้งเอกสารประวัติศาสตร์ก็โดนทำลาย อาคารบ้านเรือนปราสาทราชวังก็โดนเผาทิ้งจนไม่เหลือสิ่งใดไว้ยึดเหนี่ยวชนชาติไทยเลย ประวัติศาสตร์ 417 ปีของกรุงศรีฯต้องพินาศพังภินท์ไปก็ครานั้น

เหตุที่ทหารพม่าโกรธแค้นจนต้องเผาทำลายกันย่อยยับขนาดนั้น เพราะว่าต้องทนทรมานตั้งทัพล้อมกรุงอยู่ถึง 2 ปีกรุงศรีอยุธยาจึงได้แตก 

พอจะเริ่มสร้างกรุงเทพฯนั้น รัชกาลที่ 1 ท่านก็สั่งให้ทหารกลับไปกรุงศรีอยุธยาไปรื้อเอาอิฐ หิน กำแพงที่เป็นซากปรักหักพงลงมาทั้งสิ้น แล้วนำขึ้นเรือล่องลงมายังกรุงเทพฯ ด้วยพระประสงค์ที่ว่าจะสร้างเมืองหลวงของชาติขึ้นมาให้เหมือนกรุงศรีอยุธยาเดิมให้มากที่สุด

บรรดาช่างฝีมือทั้งสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมก็รวบรวมกันมาเพื่อสร้าง "ของเก่าอันงดงามให้เกิดขึ้นมาใหม่"

เราก็เลยได้เห็นว่าในพระบรมมหาราชวังก็มีวัดพระแก้วอยู่ข้างใน เช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยาที่มีวัดพระศรีสรรเพชญ และกรุงสุโขทัยที่มีวัดมหาธาตุอยู่ในพระราชวัง

บรรดาปราสาทราชวังนี้เป็นความเร่งด่วนที่รัชกาลที่ 1 ท่านให้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นจุดยึดเหนี่ยวเราชาวไทยที่บอบช้ำครอบครัวพลัดพรากและเสียความเป็นชาติไป ให้กลับมารวมตัวกันใหม่เข้มแข็งดั่งเดิม 

งานก่อสร้างต่างๆจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและงดงามด้วยความร่วมใจของชาวกรุงเก่า ใช้เวลาเพียง 3 ปี พระบรมมหาราชวังก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ. 2328 ด้วยความน่าพิศวงว่า "ทำได้อย่างไร" ทั้งที่เรียกได้ว่าสร้างจาก "from the ground up"

เมื่อเรามีเมืองหลวงแล้ว ความเป็นชาติก็เริ่มคืนความเข้มแข็ง ขุนพลทหารก็มีหลักยึดในการปลุกใจให้สู้รบรักษาบ้านเมืองต่อไป ซึ่งจะเห็นได้จากชัยชนะจากสงครามเก้าทัพที่พม่ายกพลมาทันทีหลังจากที่รัชกาลที่ 1 สมโภชน์พระนครเสร็จ

ความงามของพระบรมมหาราชวังนั้น บาทหลวงชาวฝรั่งเศสคือ สังฆราชปาเลอกัวซ์ ผู้ที่ได้เห็นวัดพระแก้ว 45 ปีหลังสร้างเสร็จ ได้บันทึกไว้ว่า "ของที่วิเศษที่สุดในกรุงเทพฯ คือ พระราชวังและพระอารามหลวง พระอารามหลวงนั้นงดงามวิจิตรอย่างยิ่ง อย่างที่เราชาวยุโรปจะคิดเดาขึ้นไม่ได้"


....ขอดวงพระวิญญาณของบูรพกษัตริย์และบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของเรา สถิตย์ปกปักรักษาแผ่นดินไทยไปชั่วลูกสืบหลานด้วยเถิด....

Seal Team Six กับ โรเบิร์ต โอนีล

ตอนนี้มีข่าวดังชิ้นหนึ่งในอเมริกาครับ อ่านแล้วก็น่าสนุกดี

เราคงจำได้ว่าเมื่อปี 2011 หน่วยซีลของอเมริกันได้สังหารโอซามา บิน ลาเดน ได้ที่บ้านพักสามชั้นในประเทศปากีสถาน เป็นอันปิดฉากการตามล่าตัวศัตรูอันดับหนึ่งของอเมริกาได้ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของชาวอเมริกันทั้งปวง โดยเฉพาะญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11

งานนี้เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นฝีมือของ “ซีลทีมซิกส์” (Seal Team 6) ที่ทำงานร่วมกับซีไอเอมานานหลายปี ทั้งสองหน่วยนี้เป็นหน่วยงานที่ปกปิดความลับได้ยอดเยี่ยม ไม่ว่ารายละเอียดหรือชื่อของทหารในหน่วยก็ปิดลับทั้งสิ้น

แต่หลังจากภารกิจนี้สำเร็จก็มีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ออกมาเล่าเป็นหนังแอ็คชั่นชื่อ “Zero Dark Thirty” มันส์สะใจ นัยว่าเป็นการโชว์พาวของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้โลกรู้ และอีกไม่นานก็มีสมาชิกซีลทีมซิกส์ คนหนึ่งใช้นามปากกาว่า “มาร์ค โอเว่น” ส่วนชื่อจริงคือ “แมท บิสซันเน็ท” ออกมาเขียนหนังสือเล่ารายละเอียดทั้งหมดของปฏิบัติการสะท้านโลกนี้ในหนังสือชื่อ “โน อีซี่เดย์” (No Easy Day) 


แม้หนังสือเล่มนี้จะขายดิบขายดีเป็นล้านเล่ม แต่นายแมท บิสซันเน็ท ก็โดนกระทรวงกลาโหมฟ้องร้องในข้อหาเปิดเผยความลับของทางราชการ จนบัดนี้คดีความก็ยังไม่จบสิ้น 

ล่าสุด….ก็มีทหารในทีมนี้ออกมาเปิดเผยตัวเองเป็นคนที่สอง คือ “โรเบิร์ต โอนีล” คนนี้ไม่ได้เขียนหนังสือครับ แต่เขาออกมาเปิดเผยตัวเลยว่า “เขาคือผู้ลั่นไกสังหารโอซามา บินลาเดน”

โรเบิร์ต โอนีลคนนี้อายุ 38 ปีครับ ทำงานในหน่วยซีลมาตั้งแต่อายุ 21 เคยทำงานในภารกิจลับมามากมาย รวมทั้งภารกิจช่วยเหลือตัวประกันจากโจรสลัดโซมาเลียในปี 2009 ที่ภายหลังฮอลลีวู้ดเอามาทำเป็นหนังชื่อ Captain Phillip ที่ฉายไปเมื่อต้นปีนี้นี่แหละ

สำหรับในภารกิจสังหารบิน ลาเดนนั้น โอนีลเล่าว่าในวันนั้นใช้ทหารซีลทีมซิกส์ทั้งหมด 23 คน มีเพียงเขาและเพื่อนทหารอีกหนึ่งคนที่ทำหน้าที่ “พลชี้เป้า” ขึ้นไปถึงชั้นสามของบ้านพัก

เมื่อทั้งคู่เข้าไปถึงห้องนอนของบิน ลาเดนแล้ว “พลชี้เป้า” ซึ่งเดินนำหน้าโอนีลอยู่นั้นพอมองเห็นบิน ลาเดนก็ลั่นกระสุนใส่ทันที....แต่พลาด โอนีลซึ่งตามมาก็เลยยิงสองนัดใส่เข้าที่ศีรษะของบิน บินลาเดน

ก่อนที่โอนีลจะลั่นกระสุนนั้น บินลาเดนได้เอามือจับไหล่ของภรรยามายืนบังตัวเองไว้ แล้วก็ผลักภรรยาเข้าใส่โอนีล โดยที่โอนีลจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อ “อามา” เป็นภรรยาที่อายุน้อยที่สุด

โอนีลเล่าว่า กะโหลกของบิน ลาเดนแตกตั้งแต่โดนกระสุนนัดแรกแล้ว เมื่อบิน ลาเดนล้มลงหน้าเตียง โอนีลก็ลั่นกระสุนซ้ำอีกหนึ่งนัด และบอกว่า เขาได้อยู่จนเห็นลมหายใจสุดท้ายของบิน ลาเดนก่อนจะจากโลกนี้ไป

การที่โอนีล ออกมาเปิดเผยตัวเองทั้งรายละเอียดและชื่อจริงสู่สาธารณชนแบบนี้ ก็ได้รับเสียงสะท้อนก่นด่าถึงจรรยาบรรณจากบรรดาทหารผ่านศึกทั้งปวง ด้วยว่าทำให้ชีวิตของเพื่อนร่วมงานในแวดวงข่าวลับและทหารหน่วยรบพิเศษอื่นๆอยู่ในอันตราย รวมทั้งครอบครัวของโอนีลเองด้วย กระทรวงกลาโหมของสหรัฐก็ไม่พอใจด้วยว่าตอนนี้อเมริกาเองก็อยู่สภาวะสงครามกับกลุ่มไอเอส (อิสลามหัวรุนแรง)

แต่โอนีลก็ออกมาบอกว่า ในสังคมหน่วยรบพิเศษนั้นเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าตัวเขาเองคือผู้สังหารบิน ลาเดนตัวจริง และตัวตนของเขายังไงก็ต้องถูกเปิดเผยในอีกไม่นานอยู่ดี

บรรดาหนังสือพิมพ์ของทั้งอเมริกาและหลายประเทศก็ประโคมข่าวนี้ หนึ่งในคำวิจารณ์ที่หน่วยซีลฟังแล้วคงต้องเจ็บจี๊ดก็คือ “คำว่า Quiet Professional คงจะใช้กับหน่วยนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”


….คน(อยาก)จะดัง นี่มันช่วยไม่ได้จริงๆนะครับ....

พระองค์เจ้า 6 แผ่นดิน


เราๆทั้งหลายคงคุ้นเคยกับนิยาย “สี่แผ่นดิน” ของอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์นะครับ แม่พลอยผู้เป็นตัวละครเอกของเรื่องนี้มีชีวิตอยู่ถึงสี่แผ่นดิน คือ ในช่วงรัชกาลที่ 5 - 8 ในความรู้สึกผมนี่....เรียกได้ว่ายาวนานมากเลย 

ผมก็เลยสงสัยว่าจะมีบุคคลจริงในประวัติศาสตร์อีกบ้างไหมที่มีชีวิตอยู่ต่อเนื่องมายาวนานกว่าแม่พลอย ลองค้นหาข้อมูลจากหนังสือหลายๆเล่มก็พบว่า มีเชื้อพระวงศ์ไทยในราชวงศ์จักรีอยู่สองท่านที่มีชีวิตอยู่ถึง 6 แผ่นดิน ได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองไทยในช่วงสำคัญมาโดยตลอด

ท่านทั้งสองนั้นคือ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี (พ.ศ.2408 - พ.ศ.2505)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิลิฎกุลินี (พ.ศ.2407 - พ.ศ.2501)

ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชธิดาของรัชกาลที่ 4 ครับ และมีชีวิตอยู่ยืนยาวจนมาถึงรัชกาลปัจจุบัน 


ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของในหลวงของเราในวันที่ 6 พฤษภาคม 2493 นั้นทั้งสองพระองค์ในฐานะที่เป็นพระญาติผู้ใหญ่ที่อาวุโสสูงสุดก็ทำหน้าที่ปูลาดพระที่ (ปูที่นอน) ถวายให้กับในหลวงและพระราชินีของเราครับ

สำหรับกรมหลวงทิพยรัตนกิลิฎกุลินีนั้น ท่านมีประวัติที่ไม่ธรรมดาเลยครับ เพราะในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นท่านดำรงตำแหน่ง “เสด็จอธิบดี” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ควบคุมความเรียบร้อยของราชสำนักฝ่ายใน กล่าวคือเป็น อธิบดีกรมโขลน (แปลว่า กรมตำรวจหญิง) ของกระทรวงวัง และภายหลังรัชกาลที่ 5 ก็ทรงไว้วางใจและมอบความรับผิดชอบให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจสำคัญในสมัยนั้น ต่อมาท่านก็ดำรงตำแหน่งนี้มาตลอด 3 รัชกาล (5-6-7) เลย

ว่ากันว่า ด้วยความดุและเข้มงวดของท่าน ชาววังในสมัยนั้นกลัวเสด็จอธิบดีมากกว่าสมเด็จรีเจนท์ (สมเด็จพระบรมราชินีนาถ) เสียอีก 
แต่ในหนังสือ “เกิดวังปารุสก์” นั้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ซึ่งเรียกกรมหลวงทิพยรัตนฯว่า “เสด็จย่าพร” กลับเล่าว่าเสด็จย่าพรผู้นี้คุยเก่งและสนุกสนานใจดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น คณะราษฎรได้คุกคามความปลอดภัยของพระราชวงศ์เป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงเสด็จตามหลานชายของท่านคือ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ (ต้นราชสกุล “บริพัตร”) นั่งรถไฟออกจากประเทศไทยไปพำนักอาศัยอยู่ที่อินโดนีเซีย จนกระทั่งเหตุการณ์สงบลงจึงได้กลับมาประทับอยู่ที่วังสวนผักกาด และสิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯในแผ่นดินในหลวงของเรานี่เอง

ว่างๆผมจะลองค้นดูครับว่ามีบุคคลใดอีกบ้างไหมที่อยู่จนถึง 7 แผ่นดิน (ไม่น่าจะมีมั้งครับ)


สำหรับผมนั้น....เพียงได้เกิดในแผ่นดินในหลวงพระองค์นี้ก็นับเป็นบุญที่สุดแล้ว....

การฝึกงานแบบเยอรมัน



พอดีได้นอนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้" คนเขียนเป็นคนเกาหลีครับ ชื่อ "คิม รัน โด" ตอนแรกกะว่าจะอ่านเพลินๆ แต่ไปๆมาๆก็วางไม่ลงซะงั้น

มีบทหนึ่งคนเขียนเขาเล่าถึงการเรียนสายอาชีพของเยอรมัน ซึ่งเอาจริงเอาจังกันมากๆ เพราะการศึกษาเยอรมันนั้นให้ความสำคัญกับสายอาชีพมากกว่าสายสามัญเยอะทีเดียว

ที่แฟรงเฟิร์ตนั้นทุกๆเดือนจะมีงานที่เรียกว่า Azubi ครับเป็นมหกรรมหางานสำหรับนักศึกษาที่ใหญ่มากๆ มีบริษัทมาร่วมประมาณ 80 บริษัท บรรยากาศคึกคักมากๆเพราะวัยรุ่นเยอรมันเขาจะมาหาสถานที่ฝึกอาชีพกัน

หนุ่มสาวเยอรมันนั้นมักจะเริ่มฝึกงานกันในบริษัทตั้งแต่อายุ 15-19 ปี แล้วก็ฝึกงาน(แบบมีเงินเดือนนะ) เป็นเวลา 3 ปี จนกระทั่งบริษัทรับเข้าเป็นพนักงานแล้วก็อยู่ยาวกับบริษัทนั้นยาวเป็น 30-40 ปีจนเกษียณไปเลย 

ทำให้ผมนึกถึงสารคดีของ BBC ที่มาเล่าถึงชีวิตพนักงาน Faber-Castel ผู้ผลิตดินสอเก่าแก่ของเยอรมัน ซึ่งพนักงานก็มักจะอยู่ที่นี่ยาวตลอดชีวิตเช่นกัน และเมื่อพิธีกรสอบถามเจ้าของกิจการว่า คิดจะขยายธุรกิจไปทำอย่างอื่นอีกไหม เขาตอบแต่เพียงว่า "เราเชี่ยวชาญในเรื่องการทำดินสอ"


ที่ฝึกงานกันนานขนาดนั้นเพราะเยอรมันให้คุณค่ากับความเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" และเป็นการประกันคุณภาพแรงงาน (เพราะฝึกเขาเองกับมือ) ก่อนที่จะมาเริ่มงาน ซึ่งการฝึกงานนั้นเป็นการลงมือฝึกอาชีพอย่างจริงจังเลยเชียว

บริษัทดังๆที่มีนโยบายแบบนี้ก็เช่น Karcher (ผลิตเครื่องดูดฝุ่นสูญญากาศ) ที่เริ่มโปรเจคท์ฝึกงานมาตั้งแต่ปี 1977 พนักงานที่นี่มีอายุงานเฉลี่ย 30-40 ปี หรือ สายการบินลุฟท์ฮันซ่า ที่รับเด็กฝึกงานราวๆ 800 คน

โปรแกรมการฝึกงานของลุฟท์ฮันซ่านั้นยาวนาน...."42 เดือน" ครับ มีทั้งเรียนภาคทฤษฎีและภาคลงมือทำงานกับช่างเทคนิคตัวจริง แทบจะเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนฝึกงานเลยละ ซึ่งระหว่างฝึกงานนี้ลุฟท์ฮันซ่าก็จ่ายเงินเดือนให้ด้วย เพราะถือว่าเป็นการลงทุนของบริษัทเพื่อให้ได้แรงงานที่มีฝึมือ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงญี่ปุ่นขึ้นมา เพราะทั้งสองชาตินี้คล้ายกันตรงที่ว่า พนักงานมักจะจงรักภักดีต่อองค์กรมากๆ เข้าทำงานที่ไหนก็จะอยู่ยาวจนเกษียณ เวลาทำงานก็จะจริงจังมากๆไม่มีมาก๊องแก๊งเฟซบุ๊คไลน์แชท และทั้งสองชาตินี้ก็ก่อสงครามโลกได้เหมือนกัน เมื่อพ่ายแพ้....ก็ฟื้นตัวได้รวดเร็วกลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลกได้อีกตะหาก

ผู้เขียนชาวเกาหลีเขาออกแนวบ่นๆนิดในหนังสือว่า วัยรุ่นชาวเกาหลีมีแนวคิดว่า "การฝึกงานได้เงินเดือนน้อยๆนั้น ถือเป็นความไม่ก้าวหน้าของคนเกาหลี" ฟังดูคล้ายๆกับวัยรุ่นไทยเหมือนกันแฮะ


อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีคิดแบบนี้ของคนเยอรมันนั้น ทำให้อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวเยอรมันอยู่ที่ 7% ในขณะที่คนหนุ่มสาวชาติยุโรปอื่นๆอยู่ที่ 24% ส่วนวัยรุ่นเกาหลีว่างงานราว 3 แสนคนครับ ส่วนของบ้านเราผมยังไม่ได้หาข้อมูลครับ

วงการเฮลิคอปเตอร์



วันนี้อยากจะขอเล่าสู่กันฟังเรื่องที่เกี่ยวกับวงการเฮลิคอปเตอร์ของผมบ้างครับ เพื่อนๆจะได้รู้ว่าธุรกิจนี้เขามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หลังจากที่เขียนเรื่องอื่นๆมานานนมอยู่

จริงๆแล้วธุรกิจเฮลิคอปเตอร์นี้จะเรียกว่าเป็น niche market หรือ "ตลาดเฉพาะกลุ่ม" ก็ว่าได้ เพราะลูกค้าเฮลิคอปเตอร์ในเมืองไทยมีค่อนข้างจำกัด เช่น บริษัทน้ำมัน, วีไอพี และ รับ-ส่งผู้ป่วย แต่ในต่างประเทศเขามีลูกค้าหลากหลายมาก เช่น ขนซุง, กู้ภัย, ตรวจสายไฟ, ส่งนักสกี, ฮอส่วนตัว ฯลฯ....เฟื่องฟูสุดๆ
แถมถ้าเทียบกับเครื่องบินแล้ว ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาเฮลิคอปเตอร์นั้นสูงกว่าเยอะ เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเยอะมาก แถมอะไหล่แต่ละชิ้นก็มีอายุการใช้งานจำกัด จอดไว้เฉยๆก็มีค่าใช้จ่ายแล้ว นักบินก็ค่าตัวสูง (เรื่องมากอีกตะหาก)

บริษัทหรือนักลงทุนที่จะทำธุรกิจนี้จึงต้องมีสายป่านยาวพอสมควรครับ

ในโลกใบนี้นั้น มีผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์รายใหญ่ๆอยู่ 4 แห่งครับ คือ 

- แอร์บัส (อดีตยูโรคอปเตอร์)
- ฟินเมคานิการ์ (ยี่ห้อ AgustaWesland)
- ยูไนเต็ดเทคโนโลยี (ยี่ห้อ Sikorsky ที่ผมบินอยู่)
- เท็กซ์ทรอน (ยี่ห้อเบลล์)

เป็นที่รู้กันว่าในวงการเฮลิคอปเตอร์นั้น ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดคือ "บริษัทน้ำมัน" ซึ่งต้องการเฮลิคอปเตอร์รับ-ส่งพนักงานแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลเป็นจำนวนมาก และต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง เซฟตี้สูง ....พูดง่ายๆคือ "ไม่ตกง่ายๆ" หรือ "ตกแล้วไม่ตาย ว่ายน้ำหนีออกมาได้" ประมาณนั้น

การที่บริษัทน้ำมันต้องการเฮลิคอปเตอร์คุณภาพสูงนี้ ก็ทำให้บรรดาผู้ผลิตทั้งหลายแข่งกันเร่งคิดค้นและสร้างเฮลิคอปเตอร์ที่ว่าออกมา แต่ก็ทำให้ราคา "สูงมาก" ทำให้บรรดาบริษัทสายการบินทั้งหลายไม่ค่อยนิยมซื้อมาเก็บไว้เฉยๆ มักจะรอให้ประมูลได้งานจากลูกค้าก่อนจึงค่อยไปหาเฮลิคอปเตอร์มาบริการ
วิธียอดนิยมที่ใช้กันก็คือ “เช่า (Lease)” ครับ ซึ่งช่วยให้นักธุรกิจเจ้าของสายการบินนั้นลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ เพราะเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งก็ราคาราวๆ 400-500 ล้านบาทเข้าไปแล้ว และบริษัทหนึ่งก็มักจะต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ไม่ต่ำกว่า 4-5 ลำ การเช่าทำให้ช่วยลดความเสี่ยงไปได้หลายทีเดียว

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดมีธุรกิจเฮลิคอปเตอร์ลีสซิ่งขึ้นมาครับ เป็นธุรกิจใหม่เอี่ยมที่เพิ่งจะมีขึ้นในปี 2010 นี้นี่เอง ซึ่งบริษัทลีสซิ่งเหล่านี้ก็เกิดจากการร่วมทุนของบรรดานักลงทุนมหาเศรษฐีทั้งหลาย เช่น บริษัทไมล์สโตน เอวิเอชั่น กรุ๊ป (Milestone Aviation Group), บริษัท แอลซีไอ (LCI: Lease Corporation International), ไลบรากรุ๊ป (Libra Group), เวย์พอยท์ ลีสซิ่ง (Waypoint Leasing)

พวกบริษัทลีสซิ่งนี้ก็จะใช้วิธีไปติดต่อผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ล่วงหน้าว่า “ฉันจะจองเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ 10 ลำนะ” แล้วผู้ผลิตก็จะสร้างขึ้นมาตามสั่ง ซึ่งบางครั้งลีสซิ่งบางแห่งที่เงินหนามากๆก็จะตัดคู่แข่งโดย “จองทั้งไลน์การผลิต” เป็นปีๆเลย เพื่อไม่ให้ลีสซิ่งคู่แข่งหรือสายการบินได้ไป 

พอได้เฮลิคอปเตอร์มาก็จัดการปล่อยเช่าทำกำไรอีกต่อหนึ่ง ซึ่งธุรกิจที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ก็ต้องออกแนวๆกลั้นใจมาเช่า เพราะต้องใช้ (นี่หว่า) แถมไม่มีทุนหนาเท่าเขา

วิธีนี้นั้นมีเสียงสะท้อนจากสายการบินทั้งหลายว่าเป็นการทำให้อุตสาหกรรมเฮลิคอปเตอร์เข้าสู่ยุค flooding the market หรือ over production เพราะเฮลิคอปเตอร์ไปอยู่ในมือคนที่ไม่ได้เอาไปใช้จริงเป็นจำนวนเยอะๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะผู้ผลิตเขาก็ต้องการเงิน ใครสั่งใครจ่าย...ก็ได้ไป

ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ธุรกิจลีสซิ่งเฮลิคอปเตอร์นั้นตอนนี้เฟื่องฟูมากๆ เมื่อเดือนตุลาคมปีนี้ บริษัท จีอีแคปปิตอล เพิ่งเจรจาขอซื้อกิจการของบริษัทไมล์สโตน เอวิเอชั่นไปด้วยมูลค่า 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (คูณสามสิบเป็นเงินบาทกันเอาเองนะครับ) เพราะเห็นว่ากำไรดีเหลือเกิน

ด้วยการอัดเทคโนโลยีเข้ามาแบบจัดเต็มนี้ เชื่อว่า ราคาเฉลี่ยในอนาคตของเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้อุตสาหกรรมน้ำมันจะอยู่ที่ 250 ล้านเหรียญต่อลำ หรือ ราวๆ 750 ล้านบาทครับ

การซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้กลุ่มจีอีเปิดโลกตัวเอง มาเข้าสู่ธุรกิจเฮลิคอปเตอร์ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ทั่วโลกมีเฮลิคอปเตอร์บินให้แท่นขุดเจาะน้ำมันอยู่ราวๆ 2,000 ลำครับ

เป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะน้ำมันในโลกเรานั้น....ขุดได้อีกเป็น 50-60 ปีครับ ตราบใดที่เขายังไม่สร้างรันเวย์กลางทะเล.....เฮลิคอปเตอร์ก็ยังเป็นทางเลือกเดียวในการเดินทางไปแท่นขุดเจาะน้ำมันอยู่ดี (ยกเว้นว่าอยากจะนั่งเรือน่ะนะ)