Friday, April 25, 2014

น้ำมันบรูไน

เมื่ออาทิตย์ก่อน  บริษัทส่งผมไปเยี่ยมชมกิจการ Aviation Department ของบริษัท บรูไน เชลล์ ปิโตรเลียม หรือ บีเอสพี มาครับ  นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ไปเปิดหูเปิดตาดูประเทศเพื่อนบ้านของเราว่าประเทศที่ครั้งหนึ่งสุลต่านผู้ปกครองนั้นได้รับการจัดอันดับว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนั้น  ตอนนี้บ้านเมืองเขาเป็นอย่างไร

ระหว่างนั่งรถของโรงแรมจากสนามบินบรูไน อินเทอร์เนชั่นแนลมายังเมืองซีเรียซึ่งเป็นที่ตั้งของบีเอสพีนั้น  ตลอดระยะทาง 60 กิโลเมตรผมก็สังเกตได้ว่าบ้านเรือนและถนนหนทางของเขาก็คล้ายบ้านเรา  แปลกแตกต่างตรงที่บ้านเรือนนั้นไม่มีรั้วเลย  แม้ว่าบรูไนนั้นจะมีขนาดเทียบได้กับจังหวัดเชียงใหม่ของเรา แต่เขาก็มีประชาชนอาศัยอยู่เพียง 400,000 คนเท่านั้น  (กรุงเทพฯมากกว่าห้าล้านคน) และผู้ประกอบการธุรกิจของเขาก็มักจะเป็นคนต่างชาติ เช่น จีน, มาเลเซีย และฝรั่งทั้งหลาย

"ซีเรีย" แหล่งเก็บน้ำมันดิบของบรูไน
ด้วยความร่ำรวยของเงินที่ได้จากน้ำมัน หรือ ที่เรียกกันว่า “Oil Money” นั้น  ทำให้รัฐบาลบรูไนไม่ต้องการเก็บภาษีเงินได้จากประชาชน....ใช่ครับ “ไม่ต้องเสียภาษี”  บรรดาสาธารณูปโภคทั้งหลายล้วนเป็นของขวัญจาก ”น้ำมัน” ครับ  รถยนต์นำเข้าก็ไม่เสียภาษี

บริษัทเชลล์นั้นเข้ามาผูกขาดการขุดเจาะและกลั่นน้ำมันภายในทะเลบรูไนได้ 85 ปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังคงดูดกันต่อไปทั้งน้ำมันทั้งก๊าซธรรมชาติ  ราวกับจะไม่มีวันหมด   บรรดาแท่นขุดเจาะน้ำมันของเขาก็อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งเท่าไรนัก คือ ราวๆ 70 กิโลเมตรเท่านั้นเอง  ข้อดีก็คือ ทำให้ operation cost ในการวางท่อส่งน้ำมันหรือขนส่งซัพพลายต่างๆนั้นไม่แพงมาก  เทียบกับในแคนาดานั้นแท่นขุดของเขาอยู่กลางทะเลลึกมากๆ  ห่างจากฝั่งเกือบ 400 กิโลเมตร  ต้นทุนการผลิตก็จะแพงระยับ

ส่วนข้อเสียก็คือ  ภาพวิวจากชายหาดของเขาก็จะไม่งดงามเท่าเมืองไทย  แม้ทรายจะสวยหรือน้ำจะใส  แต่ก็คงไม่บันเทิงสุนทรียภาพทางสายตานักที่จะเล่นน้ำทะเลแล้วเห็นแท่นขุดเจาะน้ำมันอยู่ใกล้ๆนะครับ

ทีนี้ถามว่า “อ้าว…ในเมื่อแท่นขุดเจาะเขาใกล้ฝั่งขนาดนี้  ทำไมไม่ใช้เรือขนส่งวิศวกรไปทำงานบนแท่นล่ะ  น่าจะประหยัดกว่าเฮลิคอปเตอร์ตั้งเยอะ?”  คำตอบก็คือ  ทะเลบรูไนในจุดที่เขาขุดเจาะน้ำมันกันนั้นตื้นมากครับ คือ ราวๆ 20 เมตรเท่านั้นเอง  เรือใหญ่ๆแล่นไม่ได้  เพราะจะเกยตื้นหมด ในอดีตเคยมีการทดลองใช้เรือโฮเวอร์คราฟท์กันแล้ว  แต่ก็คงไม่จะไม่สะดวกสบายนัก  เฮลิคอปเตอร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทั้งด้านความเร็วและความสะดวก

บีเอสพีนั้น  ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ รัฐบาลบรูไน ซึ่งถือหุ้นมากกว่า 50% รองลงมาก็คือ บริษัทเชลล์ ครับ ทำให้กิจการและความมั่นคงของเขาอยู่ในระดับแข็งแกร่งมาก  มีการทำรีเสิร์ชพบว่ามากกว่า 80% ของนักศึกษาจบใหม่ล้วนอยากจะมาร่วมงานกับบีเอสพีครับ  ด้วยความที่รายได้ก็อยู่ในระดับดีมากนั่นเอง

แม้ในตอนนี้ในทะเลบรูไนจะเริ่มมีบริษัทน้ำมันอื่นเข้ามามีส่วนแบ่งขุดเจาะแล้ว  เช่น โทเทล แต่ปั๊มน้ำมันในบรูไนนั้นก็มียี่ห้อเดียวเท่านั้นคือ "เชลล์" ครับ ไม่มียี่ห้ออื่นให้เห็นเลย

เมืองซีเรียที่ผมได้ไปเยี่ยมชมนั้น  เป็นที่ตั้งของถังเก็บน้ำมันดิบในส่วนที่จะนำมากลั่นเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับใช้ในประเทศครับ  ซึ่งเขาจะมีถังเก็บขนาดใหญ่ยักษ์หลายสิบถัง (หน้าตาก็เหมือนกับถังน้ำมันที่อยู่ตรงข้ามสนามบินดอนเมืองน่ะครับ) เรียกว่า Seria Crude Oil Storage พอมองมาอีกฟากถนนก็จะเห็นโรงกลั่นที่จะกลั่นน้ำมันดิบตรงฟากโน้นให้มาเป็นน้ำมันที่พร้อมใช้งานได้ทันที  เรียกได้ว่าดูดปุ๊บ กลั่นปั๊บเลยเชียว  นักบินที่นี่เขาบอกผมว่า  ถ้าเมืองซีเรียเป็นอะไรไป  บรูไนก็จะไม่มีน้ำมันใช้ทันที

นอกจากจะมีน้ำมันใต้พื้นทะเลแล้ว  น้ำมันดิบใต้พื้นดินเขาก็มีครับ  ตลอดสองข้างทางถนนในเมืองซีเรีย  ก็จะเห็นแท่นขุดน้ำมันบนดินให้เห็นอยู่เรียงรายเป็นเรื่องปกติราวกับตู้โทรศัพท์เลยเชียว

แท่นขุดน้ำมันบนดินของเชลล์  พบได้ทั่วไปตามข้างทาง
ถึงตอนนี้ก็คงจะมีคนถามว่า  "แล้วราคาน้ำมันของเขาคงจะถูกกว่าเมืองไทยมากใช่ไหม?”  คำตอบก็เป็นที่แน่นอนว่า “ใช่ครับ”  เท่าที่ผมเห็นก็คือ ราคาถูกกว่าบ้านเราประมาณ 3-4 เท่า คือ 

- เบนซิน 97 ลิตรละ 0.5 $ (15 บาท)
- เบนซิน 92 ลิตรละ 0.513 $ (15.3 บาท)
- เบนซิน 85 ลิตรละ 0.36 $ (10.8 บาท)
- ดีเซล ลิตรละ 0.31 $ (9.3 บาท)

บ้านเราเองก็มีทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากมายให้บริษัทน้ำมันทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติดูดกันมาหลายสิบปีเช่นกัน  แต่ราคาก็แพงจนไม่น่าเชื่อว่าจะปล้นเงินจากคนแผ่นดินเดียวกันได้ขนาดนี้

บรูไนนั้น แม้พื้นที่เขาจะเล็ก แต่ก็ยังมีป่าไม้คิดเป็นกว่าสามในสี่ของพื้นที่ทั้งประเทศเขาเลยเชียว  ทำให้ขับรถไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้และภูเขากว้างใหญ่ไพศาลสวยงาม  ประเทศนี้ยังเป็นประเทศมุสลิมที่เคร่งครัดมากๆ ทั้งในเรื่องการทำละหมาด  ซึ่งในทุกๆห้องแม้ในออฟฟิศหรือห้องพักโรงแรม ก็จะมีสติ๊กเกอร์ติดบนเพดาน เป็นลูกศรสีเขียวชี้ไปยังทิศที่ตั้งของนครเมกกะ 

ผู้ชายและผู้หญิงที่ไม่ใช่สามีภรรยากันนั้น เขาห้ามอยู่ในที่ลับตาด้วยกัน หรือกระทั่งการบริโภคเนื้อหมู ซึ่งกฎหมายก็ผ่อนผันให้กับชาวต่างศาสนาว่า  เนื้อหมูนั้นให้ขาย, ปรุง และบริโภคได้โดยคนที่ไม่ใช่มุสลิมเท่านั้น  แต่การบริโภคเหล้าเบียร์นั้นต้องห้ามอย่างยิ่งในประเทศบรูไนครับ

เท่าที่ผมได้คุยกับนักบินชาวบรูไน  ก็ได้ความรู้มาว่า  กฎหมายการบินของบรูไนนั้นอ้างอิงมาตรฐานมาจากยุโรป หรือ EASA ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เคร่งครัดและชัดเจนกว่า ICAO หรือ FAA มากนัก  ด้วยเพราะอาจจะเป็นว่า บริษัท เชลล์ นั้นเป็นบริษัทของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นยุโรปนั่นเอง การมาเปิดกิจการใดๆเขาก็จะเอากฎหมายที่เขาคุ้นเคยมาใช้

นักบินชาวบรูไนคนนี้เป็นทั้ง Flight Instructor และ Technical Pilot ครับ  จบจากโรงเรียนการบินในอเมริกา  พวกเราคงเคยทำงานหรือพูดกับใครแล้วรู้สึกว่า “คนๆนี้คือคนมีความรู้ของจริง”  ผมก็มองเห็นสิ่งนี้จากนักบินท่านนี้เช่นกัน  เชื่อได้ว่าอนาคตของการบินบรูไนนั้น  ถ้ามีนักบินคุณภาพแบบนี้อีกสักสิบคน  มาตรฐานการบินของบรูไนจะต้องแข็งแกร่งมากทีเดียว

Thursday, April 17, 2014

เศรษฐีนีพันล้านคนแรกของไนจีเรีย

นั่งอ่าน Forbes ฉบับพิเศษรวมมหาเศรษฐีพันล้านของโลกประจำปี 2014 พบว่ามีผู้หญิงอยู่ 10% และมีเศรษฐินีผู้หนึ่งซึ่งมีเส้นทางน่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันครับ

คุณป้าวัย 63 คนนี้เป็นเศรษฐีนีพันล้านคนแรกของไนจีเรียครับ ชื่อว่า โฟโลรันโช อาลากิจา (Folorunsho Alakija) มีทรัพย์สินอยู่สองหมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ (คูณ 32 กันเอาเองนะ) ในหนังสือเขาบอกว่าคุณป้าเป็นคนที่สร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเอง มิได้มีมรดกหรือสามีรวยหรือถูกหวยมาแต่อย่างใด เชิญรับชมเรื่องของคุณป้าได้เลยครับ....


คุณป้าแกเริ่มเส้นทางจากเป็นเสมียนในธนาคารมาก่อน แล้วอยู่ๆไปก็เบื่องานที่ทำจึงลาออกไปเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่อังกฤษ แล้วก็กลับมาไนจีเรียเพื่อตั้งห้องเสื้อชั้นสูงที่เน้นตลาดคนไฮโซเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในลูกค้าที่ชื่นชอบและสนิทสนมกันก็คือ ภรรยาของนายพลอิบราฮิม บาบันกิด้า ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลทหารไนจีเรียครับ

ด้วยความสนิทสนมนี่เองทำให้ในปี 1993 คุณป้าแฟชั่นแกได้รับสัมปทานสำรวจน้ำมันในน่านน้ำไนจีเรียเป็นพื้นที่ 620,000 เอเคอร์ ซึ่งแกก็ไปว่าจ้างให้บริษัทน้ำมันของอเมริกัน คือ เทกซาโก (Texaco) ให้มาสำรวจดูซิว่ามีน้ำมันอยู่บ้างไหม แล้วก็ตั้งบริษัทชื่อ แฟมฟา ออยล์ ขึ้นมาทำธุรกิจขุดน้ำมันร่วมกับเทกซาโก บังเอิญแจ็กพอทว่าพื้นที่ตรงนั้นคือแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของน่านน้ำไนจีเรียเลยเชียว

ตอนนี้พื้นที่สัมปทานของคุณป้ารู้จักกันในนาม บล็อค OML 127 ครับ

บริษัทแฟมฟา ออยล์ของคุณป้าถือหุ้น 60% ของแหล่งน้ำมันดังกล่าวจนถึงปี 2000 ก็โดนรัฐบาลไนจีเรียในขณะนั้นเรียกส่วนแบ่งคืนรัฐ แต่บริษัทคุณป้าก็สู้กลับในชั้นศาลอยู่กว่าสองปี จนกระทั่งศาลฎีกาตัดสินให้คุณป้าชนะ เมคมันนี่ร่ำรวยจนเป็นอภิมหาเศรษฐีในวันนี้

คุณป้าแกกล่าวถึงโชคชะตาที่พลิกผันของแกว่าเป็นประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าครับ "My entry into the (oil) business was God's own way of leading me down a particular path"

เป็นบ้านเราก็คงต้องบอกว่า ถ้าไม่ส้มหล่นสุดๆ คุณป้าแกก็ต้องเล่นของมีสาลิกาลิ้นทองแน่นอน....จากดีไซเนอร์มาได้สัมปทานบ่อน้ำมันซะงั้น....

เซเว่นของญี่ปุ่น

ไปเดินเที่ยวญี่ปุ่นมาสี่ห้าวัน  สังเกตว่าในญี่ปุ่นนี้เขาก็มีเซเว่นทั่วทุกหนแห่ง  แต่ไม่ใช้ชื่อว่า เซเว่นอีเลเว่น (7-eleven) เหมือนบ้านเรานะครับ  เขาจะใช้ชื่อว่า เซเว่นแอนด์ไอ โฮลดิ้ง (Seven & i holdings)  ก็เลยลองค้นหาที่มาดูก็พบว่า  จริงๆแล้วนี้  เซเว่นอีเลเว่นมีจุดกำเนิดมาจากร้านขายของชำในอเมริกาเมื่อแปดสิบกว่าปีก่อน  โดยในยุคนั้นเขาขายไข่และขนมปัง  ปรากฎว่าขายดิบขายดีก็เลยแตกขยายสาขาออกไปทั่วอเมริกา  จนกระทั่งพอถึงปี 1998 ก็เจอปัญหาเศรษฐกิจว่าต้นทุนสูงเกินไป  จวนเจียนจะล้มละลาย  ก็มีเครือร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นชื่อ Ito-Yakado เข้ามาเทคโอเวอร์  กลายเป็นบริษัทของญี่ปุ่นไปโดยสมบูรณ์  แปรสภาพมาเป็น Seven & i Holdings ซึ่งตัว i นี้ก็มาจาก Ito-Yakado นั่นเอง  มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่โตเกียว



และบริษัท เซเว่นแอนด์ไอ โฮลดิ้งนั้นก็ไม่ใช่ธรรมดา เพราะนอกจากเป็นเจ้าของแบรนด์เซเว่นแล้ว  เขายังเป็นเจ้าของ ลอฟท์​ (LOFT ที่ขายของน่ารักๆมีสาขาอยู่ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ไง), โรบินสัน และโซโก้อีกด้วย  จัดเป็นเครือร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเลย
 
เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะใช้คำว่า เซเว่นแอนด์ไอโฮลดิ้ง ครับ นอกนั้นทั่วโลกใช้ 7-eleven กันหมด  โดยความแตกต่างก็คือ เซเว่นของญี่ปุ่นนั้น  ไม่ใช่แค่ร้านสะดวกซื้อธรรมดา  แต่เทียบระดับได้กับซุปเปอร์มาร์เก็ตเลยเชียว  มีทั้งขายอาหารสด ให้เช่าวิดีโอ ขายขนม ขายดอกไม้ ขายช็อกโกแลทวาเลนไทน์  ขายการ์ดวันเกิด ขายประกัน  ทำให้แบรนด์ยิ่งแข็งแกร่งแตกยอดออกไปเรื่อยๆ

ถ้าได้เข้าไปเดินในเซเว่นของญี่ปุ่น จะสังเกตเห็นว่ามีตู้ ATM ของเซเว่น แบงก์  ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของเซเว่นแอนด์ไอ  มีบริการกดเงินจากบัตร ATM ได้ทุกแบบที่มีในโลก รวมทั้งยูเนี่ยนเพย์ของจีน แล้วก็ยังโอนเงินไปต่างประเทศได้อีกตะหาก (ผ่านเครือข่ายเวสเทิร์นยูเนี่ยน) ซึ่งเซเว่น แบงก์นี้ก็เป็นธนาคารจริงๆเป็นเรื่องเป็นราว มีบัญชีเงินฝาก มีบัตรเครดิต มีให้กู้เงินได้เหมือนธนาคารทั่วไปด้วยครับ  มีบริการไอแบงก์กิ้งบนมือถือด้วย

บัตรเงินสดสมาร์ทเพิร์สของเซเว่นบ้านเราก็มีไอเดียมาจากเซเว่น แบงก์ของญี่ปุ่นนี่แหละครับ  ซีพีออลล์บ้านเราเอามาทำภายใต้ชื่อ “ไทยสมาร์ทการ์ด"

Lawson ร้านสะดวกซื้ออันดับสองของญี่ปุ่น

ในบรรดาร้านเซเว่นทั่วโลกนั้น  ไทยเรามีจำนวนสาขามากเป็นอันดับสามเลยเชียว  คือ ราวๆ 7600 สาขา (ผ่านทางบริษัท ซีพีออลล์) ซึ่งแน่นอนว่าอันดับหนึ่งคือ ญี่ปุ่น  อันดับสองคือ อเมริกา  แล้วก็มีสาขาไปอีก 16 ประเทศทั่วโลก นับจำนวนสาขาทั้งหมดได้ราวๆห้าหมื่นกว่าแห่ง  โดยแต่ละประเทศก็จะมีบริษัทมาซื้อแฟรนไชส์ไปทำเซเว่นในประเทศของตัวเอง  ของเมืองไทยเราก็คือ ซีพีออลล์ นั่นเอง (ในตลาดหุ้นใช้ชื่อ CPALL)

ชื่อ 7-elelven นั่นมีที่มาดั้งเดิมจากว่า  ร้านนี้เปิดเจ็ดโมงเช้าถึงห้าทุ่ม (7am - 11pm) ครับ  แม้ตอนนี้เป็นที่รู้กันว่าเปิด 24 ชั่วโมงก็ตาม  แต่แบรนดิ้งคำว่า “เซเว่นอีเลเว่น” นั้นติดตลาดโลกไปเสียแล้ว  บรรดาผู้บริหารก็จึงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงชื่ออะไรต่อไปอีก

ถ้าพูดถึงเฉพาะในญี่ปุ่น  แบรนด์เซเว่นก็มีคู่แข่งที่สำคัญคือ ลอว์สัน (Lawson) และ แฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart) ครับ  แต่เมื่อเทียบขนาดแล้วก็ยังสู้เซเว่นไม่ได้

ข้อสังเกตก็คือ ทั้งเซเว่น, ลอว์สัน และแฟมิลี่มาร์ท นั่น  ทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นในอเมริกาครับ  แต่ตอนหลังก็ถูกญี่ปุ่นเทคโอเวอร์หมดกลายเป็นของญี่ปุ่นหมดแล้ว  ใครเคยดื่มเบอร์เบินยี่ห้อ Maker’s Mark ที่ผลิตในรัฐเคนตั๊กกี้ หรือกระทั่งวิสกี้ Jim’s Beam คงจะตกใจถ้าได้รู้ว่าตอนนี้โดนมหาเศรษฐีญี่ปุ่นซื้อไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน......

Saturday, May 4, 2013

วอร์เรน บัฟเฟทกับธุรกิจการบิน


เชื่อว่าใครที่เล่นหุ้นคงรู้จักวอร์เรน บัฟเฟทปรมาจารย์ด้านการลงทุนแน่นอนนะฮะ  และก็คงทราบดีว่าบัฟเฟทนั้นเป็นซีอีโอของบริษัท เบิร์กไชร์ แฮททาเวย์ และด้วยความสามารถอันเอกอุในการวิเคราะห์ความสามารถของบริษัทต่างๆ ทำให้คุณบัฟเฟทเป็นมหาเศรษฐีลำดับต้นๆของโลกด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นและซื้อบริษัทที่ผลประกอบการดีๆมาไว้มากมาย ที่เรารู้จักก็เช่น Dairy Queen, ไอบีเอ็ม, ไฮนซ์(ซอสมะเขือเทศน่ะแหละ) ฯลฯ  จนกลายเป็นมหาเศรษฐีคนเดียวที่รวยจากการ "เล่นหุ้น"

ปรมาจารย์ด้านการลงทุน "วอร์เรน บัฟเฟท"


ผมจะไม่พูดถึงประวัติคุณบัฟเฟทละกัน เพราะมีหนังสือมากมายในตลาดอยู่แล้ว ใครอยากรู้ก็ไปซื้อมาอ่านเอาเองละกัน  วันนี้ผมจะพูดถึงคุณบัฟเฟทกับธุรกิจการบินครับ  โดยหนึ่งในบริษัทที่คุณบัฟเฟทไปซื้อมาก็คือ  FlightSafety International ครับ (ซื้อทั้งบริษัทเลย) อันเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ทำธุรกิจ"เทรนนิ่ง" ทั้งนักบิน, ช่าง, dispatcher, ลูกเรือ และบุคลากรทุกชนิดในวงการการบินครับ  โดยเฉพาะนักบินก็จะต้องเข้ามาฝึกบินในซิมูเลเตอร์ที่ FlightSafety นี่เองปีละครั้งสองครั้งทุกคนไป

FlightSafety International

บริษัทผมก็ส่งนักบินไปเทรนในซิมูเลเตอร์ที่นี่มาหลายปีครับก่อนจะเปลี่ยนไปเทรนที่อื่นในช่วงสองปีหลัง โดยคุณบัฟเฟทก็ซื้อที่นี่มาเมื่อปี 1996 ด้วยราคา 1.5 พันล้านเหรียญแล้วก็ควบรวมมาเข้ากับบริษัทเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์ของเขา  การที่คุณบัฟเฟทเข้ามาร่วมวงในธุรกิจการบินก็ทำให้ธุรกิจนี้ดีขึ้น (คงเพราะด้วยชื่อเสียงของลุงแก) บรรดาบริษัทผลิตเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ต่างก็มาให้ FlightSafety จัดการเทรนนิ่งให้ เช่น บอมบาร์เดียร์ และ กัลฟ์สตรีม  ส่วนเฮลิคอปเตอร์ก็มี Sikorsky แล้วก็ Augusta Westland เป็นต้น

ก่อนหน้านี้คุณบัฟเฟทก็ซื้อบริษัทชื่อ NetJets ที่เป็นสายการบินเช่าเหมาลำมาครับ (หลังจากใช้บริการเองอยู่สามปีก็ซื้อมาเป็นของตัวเองเสียเลย) แล้วก็เอาทั้ง NetJets และ FlightSafety มารวมเป็นส่วนหนึ่งของเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์เซอร์วิส ครับ ซึ่งผลกำไรนั้นดูแล้ว FlightSafety จะเป็นตัวช่วยดึง NetJets ไว้มาก แต่ภาพรวมก็ยังดูดีอยู่

บรรยากาศในศูนย์ฝึกอบรม Simulator 

ธุรกิจ FlightSafety นั้น คุณบัฟเฟทจัดให้อยู่ในระดับ Good เท่านั้น (แกมีสามระดับคือ Great, Good และ Gruesome) เพราะว่า FligthSafety จะต้องซื้อซิมูเลเตอร์ใหม่แทบจะทุกปี ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 12 ล้านเหรียญ และการที่จะทำให้ธุรกิจนี้เดินไปได้เรื่อยแกจะต้องลงทุนปีละราวห้าร้อยกว่าล้านเหรียญ  นี่ยังไม่นับสายการบิน NetJets ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วอเมริกา, ยุโรปและเอเชียนะครับ ซึ่งแกบอกว่าข้อนี้คือข้อเสียของธุรกิจการบิน เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าธุรกิจอื่นเพื่อจะคงอยู่ในตลาดและทำกำไรต่อไป ยิ่งเป็นสายการบินแล้วยิ่งไปกันใหญ่

ยกตัวอย่างการบินไทยครับ ต้องลงทุนซื้อ Airbus 380 เข้ามาหลายลำเพื่อรักษาตำแหน่งของสายการบินระดับพรีเมี่ยมไว้ ก็เลยต้องระดมเงินมหาศาลมาซื้อเครื่องบินใหม่ๆ นี่ถ้าไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นและมีกระทรวงการคลังช่วยอาจจะแย่ไปแล้ว  ส่วนนกแอร์และบางกอกแอร์เวย์นั้นก็กำลังยื่นเรื่องขอเข้าตลาดหุ้นเหมือนกัน คาดว่าทั้งสองสายการบินคงจะเปิดขายหุ้น IPO ภายในปีนี้ครับ  สาเหตุก็น่าจะมาจากหาทางระดมทุนนั่นเอง

ล่าสุดเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา FlightSafety ก็บุกตลาดอินเดีย ไปร่วมกับบริษัทอินเดียชื่อ Aviators India เปิดศูนย์เทรนนิ่งอยู่ที่เมืองบังกาลอร์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะในช่วงแรกจะเน้นการเทรนลูกเรือ (Flight Attendant) เป็นงานหลัก เรื่องเทรนนักบินและช่างจะเติบโตตามทีหลัง และคาดว่าธุรกิจนี้จะโตเป็นสองเท่าภายใน 5-7 ปีเลยเชียว

Friday, May 3, 2013

Money Expo 2013

พอดีช่วงนี้ผมอ่านหนังสือเงินๆทองๆหุ้นๆมากไปหน่อย  ก็เลยอินไปกับเรื่องลงทุนๆนิดนึง  วันนี้ก็เลยจะมาชวนกันไปงาน Money Expo 2013 ครับ ซึ่งเค้าจะจัดในวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 นี้ละครับ ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 ครับ  งานนี้ก็เหมาะสำหรับทุกท่านที่มีแผนจะเก็บเงินหรือลงทุน และไม่อยากจะเอาเงินไปจมอยู่กับดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่น้อยนิดต่ำเตี้ยครับ



แบนนเนอร์โปรโมทงาน Money Expo 2013
 งานนี้ก็อย่างที่ว่า คือ เค้าจะรวมเอากิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆมานำเสนอ  ตั้งแต่เอาธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์มานำเสนอสินค้าตัวเอง  ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น, ทอง, พันธบัตร, กองทุน, สินเชื่อทุกชนิด, อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ใครอยากเปิดพอร์ทเล่นหุ้น หรือ เปิดบัญชีกองทุนรวม (ทั้ง LTF, RMF หรือกองทุนแบบอื่นๆ) ก็สามารถมาทำได้ในงานนี้เลยครับ แค่ถือบัตรประชาชนและสมุดบัญชีที่มีอยู่มาด้วย  สามารถทำได้จบกระบวนการในวันเดียว  ปกติถ้าเราจะเปิดกองทุนของหลายๆแห่ง เราต้องใช้เวลาหลายๆวันกับหลายๆที่กว่าจะจบ  งานนี้ช่วยทุ่นเวลาเราไปได้เยอะครับ

งานนี้เค้าแบ่งออกเป็น 8 โซน แต่โซนที่ผมสนใจมีอยู่สองโซน ก็คือ โซน 2 คือ โซนตลาดทุน (Investment Zone) เป็นโซนของการลงทุนทุกชนิดที่ผมว่าไปข้างต้นครับ บรรดาโบรกเกอร์ก็จะมารับเปิดพอร์ทเล่นหุ้น บรรดาธนาคารหรือหลักทรัพย์ก็จะมารับเปิดบัญชีกองทุนรวม  อีกโซนหนึ่งก็คือ โซน 6 ซึ่งเป็นโซนอสังหาริมทรัพย์ (Property Zone) โดยบรรดาบริษัทสร้างบ้านหรือคอนโด เช่น แลนด์แอนด์เฮ้าส์, แสนสิริ, พฤกษา จะมาเปิดตัวโครงการพร้อมกับให้ธนาคารมาเสนอโปรโมชั่นสินเชื่อให้ในงานเลยเชียว ซึ่งผมมองว่ามันสะดวกดีสำหรับคนอยากซื้อบ้านน่ะครับ


บรรยากาศของงานครั้งก่อนๆ คนมันเยอะครับ
ก่อนไปให้วางแผนตัวเองไว้ก่อนเป็นดี
คำแนะนำจากผมก็คือว่า  ถ้าใครต้องการซื้อกองทุนรวม ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมทั่วไป หรือ LTF หรือ RMF ให้ค้นหาข้อมูลตั้งแต่บัดนี้เลยว่าเราจะซื้อกองทุนของที่ไหน ชื่อกองทุนอะไร จะซื้อเท่าไร หรือ ถ้าจะเปิดพอร์ท ก็หาข้อมูลว่า ของโบรกเกอร์ไหนมีเงื่อนไขซื้อขายขั้นต่ำเท่าไร  คิดค่าธรรมเนียมต่อครั้งเท่าไร วางแผนตัวเองไว้คร่าวๆก่อนครับ จดเป็นลิสท์ได้ยิ่งดี เพราะในงานจะมีพริตตี้น่ารักๆ+ของแถม+โปรโมชั่นยั่วยวนใจมาดึงให้สติสัมปชัญญะในการตัดสินใจของท่านลดลง  พอเรามีข้อมูลในมืออยู่แล้วก็ทำตามที่วางแผนไว้  พอทำได้ตามแผนครบแล้ว ค่อยมองดูสิ่งอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมนะครับ

พริตตี้สาวที่พร้อมจะนำเสนอโปรโมชั่นมากมาย
คำแนะนำอีกอย่างของผมก็คือ จำนวนเงินที่จะเปิดซื้อกองทุนในงานก็ไม่ต้องเยอะมาก  เพราะราคามันจะแพงกว่าปกติ (ก็เพราะคนแห่ไปซื้อในงานเดียวกันวันละเป็นหมื่นคนไงครับ ราคาก็เลยพุ่ง) ให้ซื้อแค่พอเปิดกองทุนได้ก็พอ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆทยอยซื้อเอาครับ ถ้าทุ่มซื้อในงานตอนนี้จะแพงพอๆกับช่วงปลายปีที่คนแห่กันไปซื้อ LTF นาทีสุดท้ายวันที่ 29 ธันวาเพื่อให้ทันลดหย่อนภาษีน่ะครับ

ส่วนท่านที่เปิดกองทุนไว้อยู่แล้ว ก็ควรจะซื้อก่อนที่งาน Money Expo จะเปิดนะครับ ท่านจะได้ราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก  และระหว่างนี้บรรดาสถาบันการเงินต่างๆก็จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาครับ  น่าสนใจอยู่เหมือนกัน


เท่าที่ผมดูมา  ในงานนี้ทางแบงก์กรุงเทพก็มีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาชื่อ BSIRIRMF ชื่อภาษาไทยก็คือ กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาลเพื่อการเลี้ยงชีพ (โปรดสังเกตว่า เป็นกองทุน RMF ก็เลยมีชื่อภาษาไทยต่อท้ายว่า “เพื่อการเลี้ยงชีพ”  ถ้าเป็น LTF มักจะชื่อว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว....” ครับ) เป็นกองทุนที่เอาเงินเราไปลงทุนในบริษัทมหาชนทั้งหลายที่ผลประกอบการดีๆ  ซึ่งตอนนี้เขาก็ไม่บอกว่าจะไปลงในบริษัทอะไร  แต่เท่าที่ผมดูข้อมูลของกองทุนชื่อแบบเดียวกันคือ BSIRICG อันนี้เป็นกองทุนเปิดที่ลงทุนในบริษัทมหาชนเช่นกัน  กองทุนนี้เปิดตัวเมื่อ 1 เมษายนปีที่แล้ว  ผ่านไปหนึ่งปีราคาหุ้น(หน่วยลงทุนน่ะแหละ)เติบโต 47% ซึ่งถือว่าใช้ได้เลย

โดยบริษัทที่ BSIRICG เขาไปลงทุนก็คือ บริษัทผลิตไฟฟ้า, บริษัท SC ASSET, ธนาคารกรุงเทพ, บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี, บริษัท BAFS (บริการน้ำมันเชื้อเพลิงในสนามบิน) ฯลฯ ครับ

ส่วน BSIRIRMF ในงานนี้นั้นเค้าจะเปิดตัวที่ราคาพาร์ (ราคาเริ่มขายครั้งแรก) คือ 10 บาท ครับ ซื้อครั้งแรกอย่างต่ำห้าพันบาท  ใครสนใจก็ลองดูละกัน แต่อย่าลืมว่า RMF นั้น กว่าจะถอนใช้ได้เราก็ต้องอายุ 55 ปีนะครับ ผมแนะนำว่าพวก RMF นี้ มีไว้สักหน่อยก็ดีนะ จะซื้อของอะไรก็แล้วแต่ครับ ทยอยซื้อเดือนละสองพันสามพันไปเรื่อยๆ  พอแก่ตัวมันก็จะงอกงามไกลกว่าที่เราคิด มีเงินก้อนใช้ด้วย เอามาลดหย่อนภาษีได้อีกตะหาก

งาน Money Expo นี้ นอกจากจะจัดที่กรุงเทพฯในช่วง 9-12 พฤษภาคมนี้แล้ว ก็ยังมีแผนที่จะไปเปิดต่อที่นครราชสีมา (9-11 สิงหาคม), อุดรธานี (4-6 ตุลาคม) และเชียงใหม่ (8-10 ธันวาคม) อีกครับ ใครพลาดงานนี้ก็....นั่งเครื่องบินไปร่วมที่จังหวัดอื่นละกันนะฮะ

ดร.วีรชัย พลาศรัย

29 เมษายน 2556

วันนี้มารู้จักคุณวีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมทนายฝ่ายไทยกันดีกว่าครับ ถึงแม้ว่ากระแสข่าวตอนนี้จะซาลงไปเพราะฝ่ายการเมืองพยายามลบกระแส แต่ผมก็อยากจะเชิดชูยกย่องข้าราชการที่มีความสามารถ เพราะผลงานที่คุณวีรชัยฝากฝีมือไว้ในศาลโลกเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนภาคภูมิใจว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี แม้ผลพิจารณาคดีจากศาลโลกยังไม่ออกมา แต่แค่เห็นทีท่าหงุดหงิดฉุนเฉียวของรมว.ต่างประเทศกัมพูชาหลังพิจารณาคดี....ผมก็สบายใจแล้วละ
ดร.วีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมทนายฝ่ายไทย

ดร.วีรชัย พลาศรัยนั้น ตำแหน่งเต็มยศของท่านในขณะนี้คือ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ครับ ส่วนตำแหน่งหัวหน้าทีมทนายฝ่ายไทยนั้นเป็นหน้าที่เฉพาะกิจครับ ซึ่งสาเหตุรัฐบาลอภิสิทธิ์แต่งตั้งให้ดร.วีรชัยดำรงทั้งสองตำแหน่งนี้เมื่อ 26 พฤษภาคม 2552 นั้นก็เพราะกรุงเฮกนั้นเป็นที่ตั้งของศาลโลกนั่นเองครับ

โดยตัวของดร.วีรชัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)เลย เพราะได้ทุนกระทรวงไปเรียนตรี-โท-เอกที่ประเทศฝรั่งเศส โดยจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของโลกเชียวนะ (ก่อตั้งมาแต่ปี ค.ศ.1213 โน่นน่ะครับ ผีคงดุน่าดู) พอเรียนจบมา ดร.วีรชัยก็ทำงานที่กต.เรื่อยมาจนเจริญก้าวหน้าสู่ตำแหน่งสำคัญคือ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันในความรู้ความสามารถด้านกฎหมายของดร.วีรชัยได้เป็นอย่างดี และตำแหน่งนี้นี่เองก็ทำให้ดร.วีรชัยโดนพิษการเมืองเล่นงาน โดยตอนที่นายนพดล ปัทมะเป็นรมว.กต. ก็จัดการเด้งฟ้าผ่า ดร.วีรชัยเพราะไม่ตอบสนองความต้องการของฝ่ายนักการเมือง

สาเหตุของการเด้งเมื่อปี 2550 ก็คือ กรมสนธิสัญญาในขณะนั้นมีหน้าที่แปลเอกสารคดีซีทีเอ็กซ์ ที่คตส.จะนำมาดำเนินคดีคอรัปชั่นกับทักษิณ ซึ่งฝ่ายการเมือง(ก็รัฐบาลฝ่ายทักษิณน่ะแหละ)พยายามจะขอเอกสารแปลฉบับนี้ แต่ดร.วีรชัยผู้เป็นอธิบดีก็ตอบกลับไปว่า หากต้องการก็ให้ทำหนังสือมาเป็นลายลักษณ์อักษร จะมาขอปากเปล่าไม่ได้ เพราะเป็นเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับคดีคอรัปชั่น บรรดาสำเนาเอกสารจะต้องระบุว่าไปอยู่กับใครบ้าง ฝ่ายการเมืองก็เลยเด้งดร.วีรชัยออกจากตำแหน่ง

ประพฤติดังว่าได้รับการคัดค้านจากคุณวีระศักดิ์ ฟูตระกูลปลัดกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นอย่างชัดเจน เพราะท่านเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงข้าราชการในกรมสนธิสัญญา มีใจความตอนท้ายที่น่าสนใจว่า “...ขอให้ข้าราชการทุกท่านของกรมสนธิสัญญาฯยึดถือท่านอธิบดีวีรชัยเป็นบุคคลตัวอย่างที่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติอย่างสุดความสามารถ และรักษาเกียรติยศของชาติ ของกระทรวงการต่างประเทศ และของตนอย่างสมศักดิ์ศรีของข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ภายหลัง ดร.วีรชัยก็กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาอีกครั้งหนึ่งครับ และพอถึงปี 2552 รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ตั้งท่านให้เป็นเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮกดังที่ทราบกันในวันนี้

แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทยอีกคำรบหนึ่ง ฝ่ายการเมืองก็ยังคงตามเล่นงานต่อไป คือ เมื่อปี 2554 รัฐบาลยิ่งลักษณ์(คราวนี้รมว.กต.เปลี่ยนหน้ามาเป็นนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) ก็ออกหนังสือให้ปลดดร.วีรชัยออกจากคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชาอีกรอบฮะ การณ์ครั้งนี้ก็พยายามทำเงียบๆ แต่ก็ปิดได้ไม่มิดเพราะสมัยนี้เป็นยุคข่าวสารอะไรๆก็ไว
โฉมหน้าทีมทนายฝ่ายไทย นำโดยท่านทูตวีรชัย

แต่ดร.วีรชัยก็ยังคงทำหน้าที่เอกอัครราชทูตและหัวหน้าทีมทนายฝ่ายไทยต่อไป โดยประเด็นสำคัญที่ดร.วีรชัยเสนอต่อศาลโลก ซึ่งแทบจะถือว่าเป็นหมัดน็อกกัมพูชาลงไปก็คือ “กัมพูชานำแผนที่ปลอม(ที่เขียนขึ้นเอง)มาเสนอศาล” ซึ่งเท่าที่ทราบจากการสัมภาษณ์ ดร.วีรชัยภายหลังจบการพิจารณาคดีก็คือ ข้อมูลสำคัญที่ฝ่ายไทยนำขึ้นศาลนั้น ได้รับการปิดลับให้รับรู้เฉพาะในทีมทนายเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำแถลงของดร.วีรชัยต่อศาลโลกซึ่งถือเป็นหมัดเด็ดนั้น ก็ปิดลับสุดยอดกระทั่งคนในรัฐบาลก็ไม่ทราบ และเชื่อว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้รมว.กต.กัมพูชาออกอาการฉุนเฉียวถึงขั้นแถลงข่มขู่ศาลโลก

ความรู้ความสามารถและความสำเร็จของดร.วีรชัยนั้น สมควรที่ได้รับการยกย่อง เพราะหน้าที่ของข้าราชการไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก็คือ เป็นผู้ดูแลประเทศชาติต่างพระเนตรพระกรรณ และทำงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นปฐม สมแล้วที่ท่านได้รับรางวัล”ครุฑทองคำ”เมื่อปี 2553-2554 อันเป็นรางวัลเชิดชูความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตของข้าราชการพลเรือน

ไม่แปลกใจที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะไม่เชิดชูดร.วีรชัย หัวหน้าทีมทนายไทย หากแต่พยายามจะให้สื่อต่างๆไปออกแนวโปรกระแสคุณอลินา มิรอง ทนายความสาวลูกครึ่งฝรั่งเศส-โรมาเนียด้วยความสวยและเก่งไปโน่น แต่ทั้งนี้ผมเชื่อว่า นักการเมืองนั้นผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ประเทศชาตินั้นจะยังอยู่ต่อไปโดยมีข้าราชการที่มีความสามารถเช่นดร.วีรชัย เป็นเสาหลักค้ำยันสืบไป

ขอบารมีพระสยามเทวาธิราช เทวดาผู้ปกปักรักษาแผ่นดินไทยจงคุ้มครองข้าราชการผู้ซื่อสัตย์และหวงแหนแผ่นดินไทย ให้พวกท่านได้รับความสุขความเจริญชั่วลูกสืบหลานเถิด

นักบินชาว Equatorial Guinea คนแรกของ CHC

25 เมษายน 2556
 
วันนี้ได้บินกับกัปตันชาวอเมริกันท่านหนึ่งครับ บังเอิญ route ที่บินมันยาวมากๆก็เลยมีเวลาคุยกันเยอะ มีเรื่องหนึ่งที่ลุงแกเล่าให้ฟังและผมอยากจะมาเล่าต่อให้กับเพื่อนๆนักบินด้วยกันฟังเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และผมก็คิดว่าหลายๆคนก็น่าจะได้ฟังนะครับ
 
ประเทศอีควาทอเรียล กินี

เชื่อว่าพวกเราหลายๆคนคงทราบกันดีว่าทวีปแอฟริกานั้นเป็นทวีปที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาล ทั้งป่าไม้ สินแร่ เพชรพลอย (จนฮอลลีวู้ดนำมาทำหนังเรื่อง “Blood Diamond” แสดงโดยลีโอนาโด ดีคาพรีโอน่ะครับ) และ “น้ำมัน”ก็คือทรัพยากรสำคัญชิ้นหนึ่งที่บริษัทน้ำมันของโลกตะวันตกแห่กันเข้าไปทำสัมปทานขุดเจาะกับรัฐบาลของประเทศในทวีปนี้ เพราะฉะนั้นประเทศในแอฟริกาที่มีชายฝั่งติดกับมหาสมุทรแอทแลนติกก็จะมีแท่นขุดเจาะน้ำมันอยู่เพียบไปหมด ซึ่งประเทศที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ “Equatorial Guinea” ครับ

Equatorial Guinea นั้นเป็นประเทศเล็กๆที่อยู่ติดมหาสมุทรแอทแลนติกครับ แบ่งเป็นส่วนที่เป็นเมนแลนด์อยู่บนฝั่งแล้วก็มีเกาะอีกสองเกาะ ฟังจากชื่อแล้วบางคนอาจคิดว่าอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร แต่จริงๆไม่หรอกครับ ประเทศนี้เรียกได้ว่าอยู่ในซีกโลกเหนือ โดยที่เดิมเป็นอาณานิคมของสเปนครับและเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อ 46 ปีที่แล้วครับ Equatorial Guinea นี้ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เลวร้ายที่สุดในเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาชนไม่ถึงกับยากจนมากแต่สภาพความเป็นอยู่ก็ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นทั้งที่ประเทศร่ำรวยมหาศาลจาก”น้ำมัน” ด้วยเพราะความร่ำรวยนี้กระจุกอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มเดียว และ UN ก็ระบุว่าประชากรบางส่วนยังไม่มีน้ำสะอาดดื่มครับ
สีฟ้าอ่อนรอบๆเกาะสีเขียวคือ พื้นที่ผลิตน้ำมันของ EG ครับ

บริษัทน้ำมันหลักๆที่เข้าไปขุดเจาะก็คือ Exxon และ Hess ซึ่งก็แน่ละว่าต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ในการบินรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างฝั่งกับแท่นขุดเจาะน้ำมันแบบเดียวกับที่ผมบินให้เชฟรอนในอ่าวไทยเรานี่ละครับ ซึ่งที่ Equatorial Guinea นี้บริษัท Canadian Helicopter Corporation (CHC) ก็เข้าไปเปิดเบสอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศคือ “มาลาโบ” สำหรับบริการเฮลิคอปเตอร์เหมือนกัน มีเฮลิคอปเตอร์อยู่ 5 ลำ และนักบินส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝรั่งต่างชาติ เป็นอเมริกันซะเยอะเพราะสหรัฐฯมีสนธิสัญญากับ Equatorial Guinea ว่าคนอเมริกันสามารถเข้าออกประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า ทำงานได้โดยไม่ต้องมี work permit

เมื่อสองปีก่อน CHC ได้สนับสนุนให้คนพื้นเมืองเป็นนักบิน โดยคัดเลือกและส่งไปเรียนเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ที่ Bristow Academy ที่ฟลอริด้า ในตอนแรกก็ส่งไปสามคนแต่เหลือรอดเรียนจบมาเพียงคนเดียว คือ คุณ Basilio Mangue ซึ่งเท่าที่ฟังจากกัปตันที่เล่าให้ผมฟังก็ได้รู้ว่ากว่าจะเรียนจบมาได้นั้น Basilio ต้องฝ่าฟันกำแพงอุปสรรคมากมาย ทั้งภาษา, วิธีการเรียน และการฝึก บางครั้งต้องหยุดการเรียนไปเป็นเดือนๆเพื่อปรับสภาพจิตใจให้ฝ่าฟันกับการฝึกต่อไป ผมฟังแล้วก็เข้าใจได้ดีว่าการที่ไปเรียนแล้วเพื่อนๆชาติเดียวกันที่ไปพร้อมกันค่อยๆตกหล่นหายไประหว่างเรียนนั้น มันเศร้าแค่ไหน
แท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท HESS ใน EG

แต่สุดท้าย Basilio ก็เรียนจบครับ ได้ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ของ FAA (อเมริกา)มาเรียบร้อย และเมื่อสองเดือนก่อนก็เข้ามาเรียนที่ simulator เพื่อเปลี่ยนแบบมาบินเครื่อง Sikorsky S-76 ซึ่งเป็นแบบที่เขาจะต้องมาบินทำงานในอนาคต และสุดท้ายเมื่อปลายเดือนมีนาคม Basilio ก็เรียนจบ ผ่านการ check ride เรียบร้อย เป็นนักบิน S-76 โดยสมบูรณ์ จากที่ฟังมาบุคลิกของเขาก็สุขุมและนิ่งมากขึ้น คือ กลายเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะ และนิ่งฟังข้อมูลจนหมดก่อนแล้วจึงถามคำถาม

และในการประชุมของเบสมาลาโบเมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ก็มีการประกาศความสำเร็จนี้ให้ทุกคนในเบสทราบ และพนักงานชาวพื้นเมืองทุกคนก็ลุกขึ้นยืนปรบมือกึกก้อง บางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้ม ด้วยเพราะ Basilio เป็นนักบินคนแรกของ Equatorial Guinea และของทวีปแอฟริกาที่บริษัท CHC ส่งเรียนและกลับมาเป็นนักบินในประเทศบ้านเกิดของเขา ซึ่งในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ ผมภูมิใจไปกับเขาด้วย เพราะการที่จะเป็นคนแรกในการทำอาชีพอะไรสักอย่างที่ต้องก้าวข้ามอุปสรรคมากมายและรับแรงกดดันจากความคาดหวังของคนรอบข้างนั้น มันต้องอาศัยกำลังใจที่ยิ่งใหญ่มากๆ

ข้อคิดที่ผมได้จากเรื่องนี้ก็คือ เราคือคนเดียวและคนเดียวเท่านั้นที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเราเอง ไม่มีสิ่งใดที่เราจะทำไม่ได้จนกว่าเราจะบอกตัวเองให้เลิก โลกนี้กว้างใหญ่นัก....อย่าถูกจำกัดชะตาชีวิตเพียงเพราะมีคนมาบอกเราว่า “เราทำไม่ได้”นะครับ
See More