Saturday, April 23, 2016

เกลน ฟอร์ด

เมื่อหลายเดือนที่แล้ว มีเรื่องที่ทั้งน่าสนใจและน่าเศร้าใจเกิดขึ้นในอเมริกาครับ

ที่น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องที่นักโทษผิวดำวัย 65 ปีผู้หนึ่ง ถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำในรัฐหลุยเซียน่าเมื่อศาลสูงตัดสินว่า "เขาไม่มีความผิด" หลังจากถูกขังคุกมานานกว่า 30 ปี

ส่วนที่น่าเศร้าก็คือ เมื่อออกมาจากเรือนจำแล้ว หมอตรวจพบว่าเขาเป็นมะเร็งปอด และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น

ชาวผิวดำผู้นี้ชื่อว่า "เกลน ฟอร์ด" (Glenn Ford) ครับ เมื่อปี 1984 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าชายผิวขาวผู้หนึ่งชื่อ "โรสแมน" เสียชีวิต

นายโรสแมนนี้เป็นเจ้าของร้านเครื่องเพชรเล็กๆในเมือง Shreveport ส่วนนายฟอร์ดทำงานเป็นคนสวนให้กับนายโรสแมนอีกที และในวันเกิดเหตุนั้นทั้งพยานและหลักฐานต่างๆก็ชี้ว่า "นายฟอร์ดอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุมากที่สุด"

ในคดีนี้นั้นมีผู้ต้องสงสัยสามคน คือ นายฟอร์ดและพี่น้องครอบครัวโรบินสัน แต่เรื่องราวมาตกอยู่กับนายฟอร์ด เพราะนางสาวบราวน์ซึ่งเป็นแฟนสาวของพี่น้องโรบินสันนี้เป็นผู้ปรักปรำว่า "นายฟอร์ดนั่นแหละที่เป็นฆาตกร"

ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ศาลและอัยการรับเอาคำให้การของนางสาวบราวน์ผู้นี้เป็นหลักฐานสำคัญ ทั้งที่ไม่มีการพบอาวุธสังหารและไม่มีพยานในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด

แถมคณะลูกขุนที่อัยการเลือกมาร่วมตัดสินในวันนั้น ก็เป็นคนผิวขาวทั้งหมด "โดยการคัดเลือกของอัยการ"

นายฟอร์ดก็จึงโดนตัดสินโทษประหารชีวิตและส่งตัวเข้าเรือนจำทันที ซึ่งในระหว่างที่อยู่ในคุกนั้นเขาก็พยายามสู้คดีมาตลอด 30 ปี และในที่สุดทีมทนายก็ประสบผลสำเร็จเนื่องจากว่าในที่สุด.....นางสาวบราวน์ก็ออกมาสารภาพว่า.... "ฉันให้การเท็จต่อศาล ฉันโกหกหมดทุกอย่าง" (“I did lie to the Court... I lied about it all.”)

ศาลสูงสั่งปล่อยตัวนายฟอร์ดในวันที่ 11 มีนาคม 2015 หลังจากโดนจำคุกฟรีมา 30 ปี

หลังจากถูกปล่อยตัว อัยการที่ดำเนินคดีต่อนายฟอร์ดเมื่อ 30 ปีที่แล้วก็เขียนจดหมายมาขอโทษด้วยความสำนึกผิดในสิ่งที่เขากระทำผิดพลาดต่อนายฟอร์ดทุกๆอย่าง และขอให้นายฟอร์ดยกโทษให้

ส่วนนายฟอร์ดก็ให้คำตอบกลับไปว่า "ต้องขอโทษที่ผมจะไม่มีวันให้อภัยกับคุณ (I’m sorry I can’t forgive you. I really am.) "

"เอาเถิด แต่ผมต้องสูญเสียเวลาในชีวิตไปถึง 31 ปี และพบว่าไม่เหลืออะไรอีกเลยนอกจากความตายที่รออยู่ เพราะผมเหลือเวลาที่จะมีชีวิตอยู่อีกเพียง 6-8 เดือนเท่านั้น" (Alright, but it still cost me 31 years of my life, and then nothing at the end but death, because they give me from six to eight months to live.)

ย้อนไป 30 ปีก่อน นายฟอร์ดเล่าว่าเขามีลูกเล็กๆ 4 คนที่ต้องดูแล และเมื่อเขาออกมาจากคุกก็ได้พบว่าตัวเองมีหลานเสียแล้ว และตัวเองกำลังจะตายเพราะมะเร็งขั้นเกือบสุดท้าย

เรื่องนี้ฟังแล้วเศร้า และไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นในประเทศอเมริกาได้ แต่ก็เกิดแล้วครับ ชีวิตคนหนึ่งคนต้องพังทลายเพราะความพิกลพิการของระบบ


ปล. ทีมทนายของนายฟอร์ดได้เรียกร้องเงิน 330,000 เหรียญจากรัฐหลุยเซียน่าเป็นค่าชดเชยการเสียโอกาสของนายฟอร์ด แต่ถูกปฏิเสธ.....

อีลอน มัสก์

จากที่บอกไว้เมื่อเช้านะครับว่าอยากจะเล่าชีวิตผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าเขาคือ Iron Man ตัวจริงของโลกใบนี้

เขาคนนั้นคือ "อีลอน มัสก์" (Elon Musk) มหาเศรษฐีหนุ่มที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักลงทุน และนักธุรกิจในคนๆเดียวกันครับ

ความน่าสนใจคือ เขาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมากและสามารถสร้างสิ่งที่เขาคิดให้เกิดขึ้นจริงได้ และที่สำคัญคือ "สร้างขึ้นมาเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้" เรื่องแบบนี้นับว่ายากนะครับ พวกเราคงรู้ดีว่า บางคนมีแต่ไอเดีย บางคนมีแต่เงิน บางคนมีหัวธุรกิจแต่ไม่มีโอกาส แต่อีลอน มัสก์ มีครบทุกอย่างในตัวคนๆเดียว

อีลอน มัสก์นั้นถือกำเนิดเป็นคนแอฟริกาใต้ครับ ต่อมาก็อพยพตามแม่มาอยู่แคนาดา และก็ย้ายสัญชาติเป็นอเมริกันในที่สุด ตอนนี้อายุแค่ 44 ปีเท่านั้นเอง

ในวัย 24 หลังจากเขาเรียนจบปริญญาตรีสองใบจาก U of Penn คือ สาขาฟิสิกส์ และ สาขาเศรษฐศาสตร์ และขณะที่จะเข้าเรียนปริญญาเอกที่สแตนฟอร์ด เขาก็เปลี่ยนใจออกมาสร้างบริษัทแรกของเขาคือ บริษัทซอฟท์แวร์ชื่อ Zip2 และขายต่อให้กับบริษัทคอมแพค ได้เงินส่วนแบ่งมา 22 ล้านเหรียญสหรัฐ

และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางนักประดิษฐ์ของเขา

เขาใช้มันสมองทั้งทางวิทยาศาสตร์และธุรกิจได้อย่างฉลาด บริษัทที่เขาเป็นทั้งเจ้าของและซีอีโอ ก็ดังเช่น X.com, PayPal (ใครที่ซื้อของบนอีเบย์คงรู้จัก), SpaceX (สร้างยานอวกาศเอาไว้ส่งโน่นนี่ขึ้นไปในอวกาศจริงๆ ทั้ง จรวด ทั้งดาวเทียม ซึ่งดาวเทียมไทยคมก็ส่งขึ้นไปวงโคจรโดยยานอวกาศของ SpaceX นี่แหละครับ)

ที่ SpaceX นี้ อีลอน มัสก์ ทำหน้าที่เป็นทั้งซีอีโอและ CTO ซึ่ง CTO หมายถึง Chief Technology Officer ครับ .....ใช่แล้ว เขาเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์สร้างยานอวกาศด้วย บริษัทนี้โด่งดังมากในเรื่องการผลิตเครื่องยนต์ที่กำลังสูงที่สุดในโลกครับ 

และเขาก็ยังเป็นซีอีโอและสถาปนิกของบริษัท Tesla Motor ที่สร้างรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ "เทสล่า" ออกมาวางขายได้จริงและเพิ่งเริ่มเป็นที่นิยม ถึงแม้ตอนนี้จะราคาแพงอยู่ แต่อีลอน มัสก์ ก็ออกมาประกาศยกสิทธิบัตรทั้งปวงของรถยนต์ไฟฟ้าเทสล่าให้เป็นของมนุษยชาติ

เขาให้สัมภาษณ์ว่า ....การแข่งขันที่แท้จริงของรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพิ่อทำแค่ยอดขาย แต่เป็นการที่ต้องไล่เบียดรถยนต์ใช้น้ำมันให้ค่อยๆหายไปจากโลก ซึ่งเขาช่วยได้โดย "คิดค้นในทางเทคโนโลยี" มาให้แล้ว ใครจะเอาผลิตต่อก็เชิญตามสบาย....

อีลอน มัสก์ เป็นคนที่คิดเร็วทำเร็วมาก สมองไวและแม่นยำ มีเรื่องเล่าว่า ในตอนที่อีลอนและทีมงานบินไปรัสเซียเพื่อขอซื้อจรวดใช้แล้ว ปรากฎว่าถูกปฏิเสธกลับมา และในระหว่างนั่งเครื่องบินส่วนตัวกลับอเมริกา อีลอนซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุดก็นั่งทำงานพิมพ์โน้ตบุ๊คไปเรื่อยๆ

ทีมงานก็แอบเม้าท์กันว่า "โดนปฏิเสธมาหมาดๆ ยังจะทำอะไรตอนนี้อีก"

สักพัก อีลอน มัสก์ หันเก้าอี้กลับมา พร้อมกับชูแผ่น spreadsheet ขึ้นเหนือศีรษะ และบอกกับทีมงานว่า "เฮ้ พวกเรา ผมว่าเราสร้างยานอวกาศกันขึ้นมาเองก็ได้นะ"

ว่ากันว่าโลกนี้มีคนที่ "ทำงานหนัก" อยู่เยอะ และ คนที่ "ทำงานเก่ง" ก็มีมาก .....(ทั้งสองแบบนี้ไม่เหมือนกันนะครับ)

แต่คนที่ทำได้ทั้งสองอย่างนั้นมีน้อยมาก เพราะต้องอาศัย Passion ล้วนๆ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะเป็นผู้นำและตำนานของวงการ เช่น สตีฟ จ๊อบส์ หรือ อีลอน มัสก์ นี่เอง


ด้วยวัยเพียง 44 ปี เราคงได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆจากมันสมองของชายผู้นี้อีกมาก ล่าสุดก็คือ Giga Factory หรือ SolarCity ที่เป็นแหล่งเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ ไอเดียนี้มีมานานชาติกว่า แต่เพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างก็เพราะ "อีลอน มัสก์" นี่ละ

Smart Nation

ไม่นานมานี้ นายลี เซียน ลุง นายกสิงคโปร์ได้ไปพูดเปิดงาน "Smart Nation" ที่จัดขึ้นที่สิงคโปร์ ผมได้อ่านแล้วก็ชอบใจ ก็เลยอยากจะเอามาแชร์กันต่อครับ เผื่อจะมีเพื่อนผู้รู้ในสาขาอาชีพต่างๆเอาไปช่วยกันคิดต่อไปสำหรับไทยเรา

นายลี บอกว่าสิงคโปร์มีความเร่งด่วนสามประการที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็วคือ


1. สังคมที่ดูแลผู้สูงอายุ ตอนนี้สิงคโปร์มีประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี อยู่ 1 ใน 9 ของประเทศ และอีกในปี 2030 จะกลายเป็น 1 ใน 5 ซึ่งจะเท่ากับญี่ปุ่นพอดี

นายลี กำหนดไว้ว่าจะให้เทคโนโลยีต่าง รวมทั้งเทคโนโลยีไร้สาย, แอพพลิเคชั่น, เซ็นเซอร์ และอื่นๆเป็นตัวช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆของตัวเองได้โดยสะดวก และยังอยู่กับลูกหลานได้ต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา

เพราะเขาอยากให้ผู้สูงอายุทำหน้าที่เป็นคุณตาคุณยายคอยดูแลหลานๆได้ต่อไป เป็นความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

2. การขนส่งสาธารณะที่ไฮเทคยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจากว่าสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีพื้นที่แผ่นดินจำกัด ก็เลยไม่สามารถสร้างถนนไปเรื่อยๆเหมือนอเมริกา

นายลี ตั้งใจจะใช้ข้อมูลไอทีมาสร้างระบบขนส่งและการวางผังเมืองแบบใหม่ที่จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางและการขนส่งที่ไม่จำเป็นออกไป

นี่ยังไม่นับการขึ้นภาษีรถยนต์ที่แพงกว่าราคารถเป็นสองเท่าแบบเดนมาร์กเพื่อที่จะจูงใจให้ประชาชนมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้นอีกด้วยนะครับ

3. สร้างสิงคโปร์ให้เป็นแหล่งรวมข้อมูลธุรกิจของโลก คือ เขาตั้งใจว่าไม่ว่าใครต้องการผลการวิเคราะห์ ข้อมูลการลงทุน และข้อมูลวิจัยที่เชื่อถือได้ จะต้องนึกถึงที่สิงคโปร์

เพื่อการนี้นายลี จึงได้จัดตั้งหน่วย CSA (Cyber Security Agency) ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการโจมตีจากแฮคเกอร์ทั่วโลก เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญโดยเฉพาะของ "ลูกค้า" ของสิงคโปร์

เพราะการจะตั้ง Data Center ขึ้นมา "ความปลอดภัยของข้อมูล" นั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ช่วงท้ายๆ นายลีบอกว่าการที่เขาสร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นทั้งปวงขึ้นมานั้น ก็เพื่อจะสร้างวัฒนธรรมการลงทุนให้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ เขาอยากให้คนสิงคโปร์นั้น "daring to dream, daring to fail and daring to take on the world's biggest challenges" .....โดยมีสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นต้นแบบ

และสิงคโปร์ยังจะต้องมีความสามารถที่จะดึงบุคลากรชั้นหัวกะทิให้อยากมาอยู่ ซึ่งผมว่าคนเหล่านี้ก็จูงใจได้ด้วย "รายได้" "คุณภาพชีวิต" และ "ความมั่นคงในอาชีพ" ละครับ

เมื่อหันมามองไทยเรา ทุกวันนี้ผมก็เห็นว่ารัฐบาลเขามีความตั้งใจจะทำหลายๆอย่างให้ถูกต้อง ทั้งการประมง (ที่ถูกอียูโจมตีในเรื่องแรงงานเถื่อน) ทั้งปราบข้าราชการขี้โกง ทั้งปราบคนที่บ่อนทำลายความมั่นคง


ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยจะร่วมใจกันในวันนี้ อดทนกันสักหน่อย อาจไม่ใช่เพื่อตัวเรา แต่ก็เพื่อลูกหลานเราจะได้มีสังคมที่มันเข้ารูปเข้ารอยขึ้นมาได้ครับ.....

โครงการเติร์กสตรีม

ถ้าใครติดตามข่าวโลก คงจะได้เห็นแล้วว่าเมื่อวานนี้ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน สั่งให้รัฐบาลรัสเซียออกมาตรการเล่นงานทางเศรษฐกิจต่อตุรกี

อันมีเหตุมาจากที่เครื่องบินรบ F16 ของตุรกียิงเครื่องบินรบ Su-24 ของรัสเซียร่วงไปเมื่ออาทิตย์ก่อน แถมนักบินรัสเซียยังถูกกองกำลังตุรกียิงเสียชีวิตคาร่มชูชีพอีกต่างหาก

เมื่อตุรกีไม่ยอมขอโทษรัสเซีย มาตรการจากรัสเซียที่ตามมาก็เยอะแยะ เช่น จำกัดการทำงานของบริษัทตุรกีในรัสเซีย ห้ามคนรัสเซียไปเที่ยวตุรกี (รวมทั้งห้ามขายทัวร์ด้วย) ไม่ออกวีซ่าให้คนตุรกีเข้ารัสเซีย ฯลฯ

คนที่เดือดร้อนดูจะเป็นตุรกี เพราะรัสเซียคือคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของตุรกี แถมทุกวันนี้มีชาวตุรกีราวๆ 9 แสนคนทำงานอยู่ในรัสเซียอีกต่างหาก (รวมพี่น้องลูกเมียแล้วก็คงราวๆ 2 ล้านคน)

หนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจคือ "ชะลอโครงการเติร์กสตรีม" ครับ

ก่อนที่จะเล่าว่าโครงการเติร์กสตรีมนี้คืออะไร ขอเล่าก่อนว่าทุกวันนี้ยุโรปแทบจะทั้งทวีปเป็นลูกค้าคอยซื้อก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากรัสเซีย ซึ่งการนำก๊าซเข้าสู่ทวีปยุโรปก็ใช้ "ท่อก๊าซ" วิ่งเป็นพันๆกิโลเมตร มีทั้งบนดินและใต้น้ำ

ประเทศที่ทำหน้าที่เป็นสี่แยกท่อก๊าซให้รัสเซียก็มีอยู่สามชาติหลักๆคือ เบลารุส, ยูเครนและตุรกี

"เติร์กสตรีม" เป็นโครงการล่าสุดที่รัสเซียเพิ่งตกลงกับตุรกีเมื่อธันวาคมปีก่อน เพื่อจะเอาท่อก๊าซจากชายฝั่งรัสเซีย ....มุดลงใต้ทะเลดำ ....วิ่งใต้น้ำไป 900 กิโลเมตร ...แล้วมาโผล่เอาที่ชายฝั่งตุรกี แล้วก็จะกระจายท่อก๊าซไปขายต่อยังกรีซ, บัลกาเรีย, อิตาลี และหลายๆชาติละแวกนั้น

งานนี้ตุรกีได้ประโยชน์เต็มๆคือ ได้ทั้งเงินค่าผ่านทาง เศรษฐกิจเฟื่องฟูเป็นพันๆหมื่นๆล้าน แถมยังได้โอกาสเอาก๊าซธรรมชาติมาใช้ในประเทศอีก 20% (ซื้อนะ ไม่ใช่ฟรี) อีก 80% ก็ส่งต่อไปให้ยุโรปชาติอื่น

แต่ถามว่ารัสเซียรีบร้อนกับ "เติร์กสตรีม" ไหม? คำตอบคือ "ยังไม่เท่าไร" เพราะโครงการนี้สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการก๊าซในอนาคตของยุโรปในปี 2030โน่น

แถมทุกวันนี้รัสเซียก็มีท่อก๊าซนอร์ดสตรีม, เซาท์สตรีม, บลูสตรีม และท่อบนดินที่ส่งก๊าซเข้ายุโรปได้สบายๆอยู่แล้ว คนที่โหยหาเติร์กสตรีมน่าจะเป็นตุรกีเสียมากกว่า

การชะลอเติร์กสตรีม น่าจะเป็นหนามทิ่มแทงปธน.ตุรกีมากกว่ามาตรการอย่างอื่นของรัสเซีย และคงเป็นบทเรียนสอนใจตุรกีได้เป็นอย่างดี เพราะโลกทุกวันนี้เศรษฐกิจมันพัวพันกันทุกชาติไป

วงศ์พระร่วง และ วงศ์สุพรรณภูมิ

เคยได้ยินคำว่า “วงศ์พระร่วง” กับ “วงศ์สุพรรณภูมิ” ไหมครับ

ผู้ที่ได้ดูหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ เรื่องสุริโยทัย คงจะเคยได้ยินผ่านหูในลักษณะแข่งขันกันว่ากษัตริย์ที่ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยานั้นจะเป็นวงศ์พระร่วงหรือวงศ์สุพรรณภูมิ

เรื่องวงศ์ทั้งสองนี้ย้อนยุคกลับไปได้ถึง 700 ปีก่อนโน่นเชียว พวกท่านเหล่านี้คือใครกัน?

ชาติไทยของเราเริ่มนับประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเป็นราวก็ในยุคสุโขทัย เพราะพ่อขุนรามคำแหงท่านทรงประดิษฐ์อักษรและสร้างศิลาจารึก ซึ่ง “ภาษาไทย” นี้เองคือจุดเริ่มของการถ่ายทอดเรื่องราวมาถึงยุคของเรา

เรารู้กันดีว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ คือ กษัตริย์องค์แรกผู้ก่อตั้งสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ.1800 (เจ็ดร้อยห้าสิบปีที่แล้วโน่น) แต่ยุคที่รุ่งเรืองสุดๆของสุโขทัยนั้น เป็นของพ่อขุนรามคำแหง เพราะท่านเก่งทั้งการรบและการพัฒนาประเทศ ว่ากันว่า อาณาจักรสุโขทัยนั้นยิ่งใหญ่กว้างขวางลงมาจรดอ่าวไทยเลย

พ่อขุนรามคำแหงท่านมีเพื่อนสนิทอีกสองคน คือ พ่อขุนงำเมือง (เจ้าเมืองพะเยา) และ พ่อขุนเม็งราย (เจ้าเมืองเชียงราย) กำลังทหารจึงเข้มแข็งมาก

ราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรสุโขทัยนี้ คือ “วงศ์พระร่วง” นั่นเอง ปกครองสุโขทัยอยู่ได้นานถึง 120 ปี

ทีนี้ ณ เวลาเดียวกัน ช่วง 20 ปีสุดท้ายก่อนที่สุโขทัยจะเสื่อมอำนาจลง ก็มีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นลูกหลานสืบตระกูลมาจากพ่อขุนเม็งราย เดินทางลงมาสร้างบ้านเมืองใหม่ขึ้นที่ “สุพรรณภูมิ”

คนไทยกลุ่มนี้ก็ตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้น มีกษัตริย์องค์แรกคือ “พระเจ้าอู่ทอง” เป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิ 

โปรดสังเกตว่า “อู่ทอง” กับ “สุพรรณภูมิ” มีความหมายเดียวกันคือ “ดินแดนทองคำ” ตอนนี้เราเชื่อกันว่าสุพรรณภูมิ คือ พื้นที่บริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีนี่เอง

แต่ราชวงศ์นี้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถวสุพรรณได้ไม่นานก็เกิดโรคระบาดร้ายแรง จึงอพยพหนีภัยพาคนที่เหลือรอดจากโรคระบาดลงมาทางใต้ และตั้งราชธานีขึ้นใหม่ คือ “กรุงศรีอยุธยา”

กรุงศรีอยุธยานี่เองที่เป็นราชธานีของชาติไทยเราอยู่ต่อมาถึง 417 ปี

ในขณะเดียวกันพออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง ก็จึงได้มาผนวกรวมกับกรุงศรีอยุธยาโดยไม่ได้มีการรบราฆ่าฟันกันแต่อย่างใด เพราะเป็นเชื้อสายคนไทยเหมือนกัน

บรรดาเจ้าราชวงศ์พระร่วงก็ได้ทิ้งสุโขทัยมาพำนักอยู่ที่พิษณุโลก หรือ ที่สมัยนั้นเรียกว่าเมืองสองแคว

จึงเป็นที่มาว่าทำไมพระมหากษัตริย์ของไทยในยุคนั้นจึงย้ายไปย้ายมาระหว่างอยุธยากับพิษณุโลก เพราะมีเชื้อสายผสมกันไปมาระหว่างสองวงศ์นี้เป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว

เราๆที่เรียกประวัติศาสตร์ไทย คงจำชื่อ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ กษัตริย์องค์นี้เป็นเชื้อผสมระหว่างสองวงศ์ (พ่อเป็นวงศ์สุพรรณภูมิ แม่เป็นวงศ์พระร่วง) ถึงแม้ว่าพระองค์จะเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา แต่ก็ใช้เวลาถึง 25 ปีประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก เพื่อคุมเชิงไม่ให้หัวเมืองเหนือ คือ เชียงใหม่ แข็งเมือง

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็เป็นเชื้อผสมระหว่างสองวงศ์เช่นเดียวกัน ความกลมกลืนลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติของผู้ครองนครในยุคนั้น ในยุโรปเราก็จะเห็นว่ากษัตริย์อังกฤษ มีพระราชินีเป็นฝรั่งเศส หรือ กษัตริย์รัสเซีย มีพระราชินีเป็นชาวยุโรป ทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้การควบคุมแผ่นดินเกิดความมั่นคงและนุ่มนวล



ส่วนคำว่า “พระร่วง” นั้น เป็นคำโบราณซึ่งชาวสุโขทัยมักจะใช้เรียกผู้ครองนครของตัวเอง คำว่า “ร่วง” มาจาก “รุ่ง(โรจน์)” นั่นเอง บ้างก็เรียก “พระร่วงเจ้า” หรือ “พญาร่วง” ครับ

Thursday, July 10, 2014

รถยนต์ไฟฟ้า 100%

วันนี้นั่งรถอยู่แล้วเห็นรถคันนี้ครับ ชื่อยี่ห้อคือ "เทสลา (Tesla)" เป็นรถยนต์ยี่ห้อแรกและยี่ห้อเดียวบนโลกที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่มีการใช้น้ำมันเลย (และไม่ใช่ไฮบริดเหมือนโตโยต้าพรีอุสด้วยนะ) ใช้การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ล้วนๆแล้วเอาไฟฟ้ามาขับเคลื่อนอีกที ก็เลยไม่มีการปล่อยไอเสียแม้แต่นิดเดียว


คนที่สนใจก็คงอยากรู้เช่นเดียวกันกับผมว่า แล้วชาร์จทีนึงมันจะวิ่งได้ไกลเท่าไร คำตอบก็คือ แบตเตอรี่ขนาด 80 กิโลวัตต์ชาร์จเต็มเนี่ยวิ่งได้เต็มที่ 480 กิโลเมตรครับ และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่เขาคือ 8 ปี พอครบแปดปีแบตเสื่อมปุ๊บก็ซื้อเปลี่ยนได้ แถมมีให้ซื้อแบตสำรองได้ด้วย เช่นถ้ากะว่าจะวิ่งไปไกลๆ ก็สามารถแบกแบตสำรองแล้วไปถอดสวอปเปลี่ยนกลางทางได้เลย

ทีนี้การชาร์จแบตเพื่อใช้งานประจำวัน ก็ไม่จำเป็นต้องชาร์จเต็มทุกวันครับ เช่นถ้าเราใช้เฉลี่ยวันละ 100 กม. เราก็เสียบปลั๊กชาร์จกับปลั๊กที่บ้านแค่วันละ 2 ชั่วโมง ต้นทุนก็ตามค่าไฟน่ะครับ ราวๆ 80 บาทต่อวัน

ผู้ผลิตคือ บริษัทเทสลามอเตอร์ เขาแนะนำให้ใช้ไฟขนาด 240 โวลท์เพื่อชาร์จไฟครับเพราะให้กำลังชาร์จสูงกว่า ซึ่งก็ตรงกับขนาดไฟบ้านเราพอดี (เมกาเขาใช้ 110 โวลท์) เราซื้อรถมาปุ๊บเราก็แค่ซื้อระบบชาร์จไฟมาติดตั้งที่บ้าน ก็คือมีหัวสายเสียบกับปลั๊กที่บ้านแล้วก็สายไฟต่อมาเสียบกับแบตรถเราอีกที ถ้าขับไปถึงออฟฟิศก็สามารถเอาสายชาร์จเคลื่อนที่เสียบกับปลั๊กที่ออฟฟิศได้เลย (แต่อาจต้องมีโมดิฟายหัวปลั๊กหน่อย)

ในอเมริกาและยุโรปเขามีสถานีชาร์จไฟ หรือเรียกว่า "ซุปเปอร์ชาร์จเจอร์" ไว้ให้รถไฟฟ้าแล้วราวๆ 120 สถานี ส่วนในเอเชียเรามีอยู่ 3 สถานีคือที่เซี่ยงไฮ้สองสถานีกับที่ปักกิ่งอีกหนึ่งสถานี และกำลังเปิดเพิ่มอีกเรื่อยๆ ความเจ๋งของสถานีนี้คือ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาชาร์จไฟให้น่ะเอง สมกับเป็นพลังงานสะอาดทั้งวงจรจริงๆ



ตอนนี้เทสลามอเตอร์เขาผลิตออกมารุ่นเดียวครับคือ Model S เป็นรถซีดาน มี 3 รุ่นให้เลือกตามกำลังแรงม้า เริ่มจาก 302 แรงม้า ขึ้นไปถึง 416 แรงม้า รับประกันแบตให้เลย 8 ปี

ราคาจัดอยู่ในระดับรถหรู คือ ราวๆ 2.2-2.8 ล้านบาท (ราคาในเมกาครับ) ซึ่งคุณภาพและการตกแต่งภายในก็ถือว่าหรูจริง ไม่ได้ป๊อกแป๊กเหมือนโตโยต้าพรีอุส และในปีหน้าก็จะออกรุ่นใหม่ออกมาอีกคือ Model X ซึ่งจะเป็นแบบ SUV แล้ว เห็นรูปแล้วงามงดมาก...

เอาเงินไปฝากใน กบข. คุ้มไหม?

เอาเงินไปฝากใน กบข. คุ้มไหม?  (ฉบับเขียนยาวหน่อยครับ เขียนสำหรับเพื่อนทหาร)

เมื่อวานนี้ได้ไปร่วมงานศพของคุณพ่อเพื่อนจปร.47 ท่านหนึ่งที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน   หลังจากที่เสร็จพิธีสวดแล้วก็ได้ยืนคุยกับเพื่อนๆตามประสาของเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว  ซึ่งเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ  การหักเงินเดือนทหารเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ ที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆว่า “กบข.”  

ไอเดียการสร้าง กบข. ขึ้นมา ก็เพื่อเปลี่ยนการรับเงินบำนาญของข้าราชการเกษียณว่า  แทนที่จะให้รัฐเอางบประมาณของรัฐจ่ายเงินให้ข้าราชการเกษียณเหมือนปัจจุบัน  ก็ให้ใช้วิธีหักเงินเดือนของข้าราชการปัจจุบันมาเข้ากองทุน  แล้วพอเกษียณก็รับเงินที่ตัวเองหักฝากพร้อมดอกเบี้ยเอาไปใช้ในชีวิตบั้นปลายนั่นเอง  (ทำนองอัฐยายซื้อขนมยายน่ะแหละ)

และเพื่อนๆผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก กบข. เท่านั้น  เนื่องจากรัฐบาลบังค้บเสียแล้ว  เรื่องนี้เราก็คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้

แต่คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวผมก็คือ  “ดอกเบี้ย” ที่เพื่อนๆของผมได้รับจากการบริหารกองทุนนี้มัน  
  1. คุ้มค่ากับที่เขาเอาเงินไปฝากไว้เกือบๆ 40 ปีหรือเปล่า?
  2. เพื่อนผมควรจะคาดหวังเอาผลตอบแทนจาก กบข. นี้เป็นเงินใช้จ่ายหลักหลังเกษียณหรือเปล่า?
ผมก็เลยเปิดเข้าไปในเว็บของ กบข.  แล้วก็พบว่ากองทุนนี้เขาตั้งมาตั้งแต่ปี 2540  นับถึงปัจจุบันก็ 16 ปีเศษๆ  ข้อมูลที่ผมจับมาใช้ประโยชน์ได้ก็มีอยู่ 3 อย่างครับ คือ
  1. กองทุนมีขนาด  4.5 แสนล้านบาท
  2. การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ใน “ตราสารหนี้”
  3. อัตรากำไรเฉลี่ย 16 ปี คือ 7.5%
เอาข้อแรกก่อนก็แล้วกัน  คือ  ขนาดกองทุน 4.5 แสนล้านบาท  ซึ่งเทียบได้กับกองทุนขนาดยักษ์ใหญ่อลังการดาวล้านดวงมากเมื่อผมเอาไปเทียบกับกองทุน LTF และ RMF ของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งอันนั้นเขามีขนาดกองทุนเฉลี่ย 2 - 3.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น   ส่วน LTF ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 1 - 2 หมื่นล้านเท่านั้น  ยิ่งถ้าเป็น RMF ของกรุงศรีนั้นขนาดราวๆหลักพันล้านเลยด้วยซ้ำ

เหตุผลที่ผมเอาไปเปรียบเทียบกับ LTF และ RMF ก็เพราะว่าเป็นกองทุนระยะยาวเหมือนกันครับ

โอเค….ข้อแรกเป็นอันรู้กันว่า  กบข.นั้นเป็นกองทุนที่ขนาดใหญ่แทบจะที่สุดในตลาดกองทุนเมืองไทยเลย  จะขยับไปซื้ออะไรทีนึงก็ทำให้ตลาดสะเทือนได้เลยนะ  แล้วทีนี้เขาเอาเงินเพื่อนผมไปทำอะไรบ้างล่ะ?

ต่อมาข้อที่สองคือ  กบข.เขาเอาเงินไปลงทุนใน”ตราสารหนี้”

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า ตราสารหนี้ คืออะไร  ผมก็สรุปสั้นๆได้เพียงว่า  เวลาที่บริษัทไหนเขาจะระดมทุนไปทำอะไรสักอย่าง  เขาจะออกตราสารหนี้ออกมาเพื่อขอยืมเงินเราไปใช้  จะห้าปี สิบปีอะไรก็ว่าไป  แล้วกำหนดดอกเบี้ยให้เลยว่าพอครบอายุถอนคืน  เราจะได้เงินต้นคืนพร้อมกับดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์



ถามว่าปลอดภัยไหม....คำตอบคือปลอดภัยมากกก  เงินต้นของเราไม่หายแน่ถ้าซื้อตราสารหนี้  แต่ผลตอบแทนก็จะต่ำมากเช่นเดียวกัน คือ  ดอกเบี้ยราว 4-5% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งมักจะหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยได้  แต่ก็ยังดีกว่าเอาไปฝากออมทรัพย์ซึ่งดอกเบี้ยต่ำเตี้ยน่าเวทนามาก

การลงทุนในโลกนี้ก็มีหลายแบบครับ  เช่น หุ้น, อสังหาริมทรัพย์, ตราสารหนี้, ทอง, น้ำมัน, ฝากแบงก์, ปล่อยกู้, เล่นหวย,​โต๊ะแชร์ ฯลฯ  เสี่ยงมากก็กำไรมาก  เสี่ยงน้อยก็กำไรน้อย

ต่อมาข้อที่สามคือ  อัตรากำไรเฉลี่ย 16 ปี คือ 7.5%

ก็อย่างว่าละครับ  เขาเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนหลักในตราสารหนี้ซึ่งเน้นความปลอดภัย  อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.5% ต่อปีนี่  ผมถือว่าน้อยมากๆเลยนะ

ทีนี้สมมติว่า  ถ้า กบข.เอาเงินไปลงทุนในหุ้นล่ะ  ผลตอบแทนจะเป็นเท่าไร?  ผมก็เลยเข้าไปดูในผลประกอบการ  5 ปีย้อนหลังของกองทุน LTF และ RMF 10 อันดับแรกในตลาดกองทุนไทย  ก็พบว่า  ในบรรดากองทุนที่เอาไปลงทุนในหุ้นนั้น  ผลกำไรสะสมย้อนหลัง 5 ปีคือ 180%  คิดง่ายๆคือ  ถ้าปีแรกเอาเงินใส่เข้าไป 10,000 บาทก้อนเดียว  พอปีที่ห้าเงินจะงอกขึ้นเป็น 28,000 บาท

แต่ถ้าเป็น กบข. ผมใส่เงินเข้าไป 10,000 บาทก้อนเดียว  พอปีที่ห้าผมจะมีเงินงอกขึ้นเป็น 16,289 บาทเท่านั้น  (คิดดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี)

กำไรเฉลี่ยของ กบข.ต่อปีคือ 7.5% ครับ ส่วนกองทุน LTF หรือ RMF สิบอันดับแรกคือ ประมาณ 15-20% ต่อปี

ผมก็คงไม่วิจารณ์ว่านโยบายการลงทุนของ กบข. เขาทำกำไรดีหรือห่วย  เพราะบางทีอาจมองต่างมุมว่า  “กบข.ต้องเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก”  ก็เป็นได้นะ  (ซึ่งก็จริงของเขา)

เขียนมาถึงตอนนี้  ผมก็พอจะตอบคำถามที่ตั้งไว้ตอนแรก 2 ข้อได้ดังนี้

1. คุ้มค่ากับที่เขาเอาเงินไปฝากไว้เกือบๆ 40 ปีหรือเปล่า?

อันนี้ผมตอบได้เลยว่าไม่คุ้มค่า  เพราะด้วยอัตราผลประกอบการที่เน้นความปลอดภัยแบบนี้  ผมมองว่าเป็นการเอาเงินเพื่อนๆผมไปกองไว้เสียเวลาเปล่าๆ  กบข.น่าที่จะทดลองเปลี่ยนนโยบายแบ่งเอาเงินบางส่วนไปลงทุนในหุ้น หรือ ไปซื้อกองทุนที่เขาลงทุนในหุ้นบ้าง  อัตราผลกำไรจะได้ดีกว่านี้

2. เพื่อนผมควรจะยึดถือเอาผลตอบแทนจาก กบข. นี้เป็นเงินใช้จ่ายหลักหลังเกษียณหรือเปล่า?

คำตอบ คือ “ไม่”  เพื่อนผมควรจะถือเอาเงินก้อนนี้เป็นเงินสำรองชีวิตเท่านั้น  เพราะผมลองคำนวณว่า  ถ้าเพื่อนผมๆหักฝากเดือนละ 3% (ซึ่ง 3% ขั้นต่ำของการหักฝากกบข. สูงสุดคือ 15%)  โดยผมสมมติว่าเงินเดือนเฉลี่ยของเพื่อนผมจนเกษียณคือ 50,000 บาท ก็คือเดือนละราวๆ 1,500 บาท  ฝาก 35 ปี  ดอกเบี้ยปีละ 7.5% แล้ว

พอเพื่อนผมเกษียณ  เขาจะได้รับเงินจากกองทุนนี้ คือ 2.9 ล้านบาท  (เงินต้น 630,000 บาท + กำไร 2,270,000 บาท)  เมื่อมาคิดหักจากอัตราเงินเฟ้อแล้ว  ก็ไม่ได้เยอะมาก

แต่ถ้าเพื่อนผมเปลี่ยนเป็นหักฝากเดือนละ 10% ก็คือเดือนละราวๆ 5,000 บาท  เป็นเวลา 35 ปี ก็จะได้เงินหลังเกษียณคือ ประมาณ 9.7 ล้านบาท (เงินต้น 2.1 ล้าน + กำไร 7.6 ล้าน)

สรุปจบสุดท้ายคือ  “เพื่อนผมควรจะทำอย่างไร?”  คำตอบก็มีสองแนวทางครับ คือ
  1. เพิ่มจำนวนเงินหักฝากต่อเดือนให้เต็มที่  อย่างน้อยๆคือ เดือนละห้าพันบาทขึ้นไป  สุดท้ายเราจะได้เงินวันเกษียณเกือบๆสิบล้านบาท (แต่ถ้าแก่แล้วอย่างรุ่นผม  ก็ให้มากกว่าห้าพันเยอะๆหน่อยก็ดี)
  2. ฝากกบข.ด้วยเงินขั้นต่ำต่อไป คือ 3%  แต่ไปเปิดบัญชีกองทุนรวม LTF หรือ RMF แล้วฝากเงินสะสมไปเรื่อยๆทุกเดือน  ซึ่งผลกำไรเฉลี่ยของกองทุน 10 อันดับแรก คือ 15-20% ต่อปี  ซึ่งผลกำไรดีกว่า กบข.มากมายนัก
สำหรับข้าราชการแล้ว  ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้น  แต่ให้ซื้อกองทุนดีกว่าครับ  เพราะเขามีมืออาชีพมาบริหารให้เราได้กำไรกว่าเยอะ  สำหรับกองทุน LTF และ RMF ที่ผมแนะนำก็มีของ  ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, บริษัทหลักทรัพย์อเบอร์ดีน, ธนาคารยูโอบี เป็นต้น

ใครอยากทดลองดูว่า  ถ้าเราฝากเงินเท่านี้ๆต่อเดือน  เป็นเวลาเท่านี้ๆ  ด้วยผลกำไรเท่านี้ต่อปี  พอเวลาผ่านไปจะได้รับเงินเท่าไรก็ลองดูที่ลิงก์ข้างล่างนี้นะครับ  ธนาคารทหารไทยเขาทำไว้ดีมากเลย

https://www.mytmb.com/calculator/