Showing posts with label กบข.. Show all posts
Showing posts with label กบข.. Show all posts

Thursday, July 10, 2014

เอาเงินไปฝากใน กบข. คุ้มไหม?

เอาเงินไปฝากใน กบข. คุ้มไหม?  (ฉบับเขียนยาวหน่อยครับ เขียนสำหรับเพื่อนทหาร)

เมื่อวานนี้ได้ไปร่วมงานศพของคุณพ่อเพื่อนจปร.47 ท่านหนึ่งที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน   หลังจากที่เสร็จพิธีสวดแล้วก็ได้ยืนคุยกับเพื่อนๆตามประสาของเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว  ซึ่งเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ  การหักเงินเดือนทหารเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ ที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆว่า “กบข.”  

ไอเดียการสร้าง กบข. ขึ้นมา ก็เพื่อเปลี่ยนการรับเงินบำนาญของข้าราชการเกษียณว่า  แทนที่จะให้รัฐเอางบประมาณของรัฐจ่ายเงินให้ข้าราชการเกษียณเหมือนปัจจุบัน  ก็ให้ใช้วิธีหักเงินเดือนของข้าราชการปัจจุบันมาเข้ากองทุน  แล้วพอเกษียณก็รับเงินที่ตัวเองหักฝากพร้อมดอกเบี้ยเอาไปใช้ในชีวิตบั้นปลายนั่นเอง  (ทำนองอัฐยายซื้อขนมยายน่ะแหละ)

และเพื่อนๆผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก กบข. เท่านั้น  เนื่องจากรัฐบาลบังค้บเสียแล้ว  เรื่องนี้เราก็คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้

แต่คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวผมก็คือ  “ดอกเบี้ย” ที่เพื่อนๆของผมได้รับจากการบริหารกองทุนนี้มัน  
  1. คุ้มค่ากับที่เขาเอาเงินไปฝากไว้เกือบๆ 40 ปีหรือเปล่า?
  2. เพื่อนผมควรจะคาดหวังเอาผลตอบแทนจาก กบข. นี้เป็นเงินใช้จ่ายหลักหลังเกษียณหรือเปล่า?
ผมก็เลยเปิดเข้าไปในเว็บของ กบข.  แล้วก็พบว่ากองทุนนี้เขาตั้งมาตั้งแต่ปี 2540  นับถึงปัจจุบันก็ 16 ปีเศษๆ  ข้อมูลที่ผมจับมาใช้ประโยชน์ได้ก็มีอยู่ 3 อย่างครับ คือ
  1. กองทุนมีขนาด  4.5 แสนล้านบาท
  2. การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ใน “ตราสารหนี้”
  3. อัตรากำไรเฉลี่ย 16 ปี คือ 7.5%
เอาข้อแรกก่อนก็แล้วกัน  คือ  ขนาดกองทุน 4.5 แสนล้านบาท  ซึ่งเทียบได้กับกองทุนขนาดยักษ์ใหญ่อลังการดาวล้านดวงมากเมื่อผมเอาไปเทียบกับกองทุน LTF และ RMF ของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งอันนั้นเขามีขนาดกองทุนเฉลี่ย 2 - 3.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น   ส่วน LTF ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 1 - 2 หมื่นล้านเท่านั้น  ยิ่งถ้าเป็น RMF ของกรุงศรีนั้นขนาดราวๆหลักพันล้านเลยด้วยซ้ำ

เหตุผลที่ผมเอาไปเปรียบเทียบกับ LTF และ RMF ก็เพราะว่าเป็นกองทุนระยะยาวเหมือนกันครับ

โอเค….ข้อแรกเป็นอันรู้กันว่า  กบข.นั้นเป็นกองทุนที่ขนาดใหญ่แทบจะที่สุดในตลาดกองทุนเมืองไทยเลย  จะขยับไปซื้ออะไรทีนึงก็ทำให้ตลาดสะเทือนได้เลยนะ  แล้วทีนี้เขาเอาเงินเพื่อนผมไปทำอะไรบ้างล่ะ?

ต่อมาข้อที่สองคือ  กบข.เขาเอาเงินไปลงทุนใน”ตราสารหนี้”

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า ตราสารหนี้ คืออะไร  ผมก็สรุปสั้นๆได้เพียงว่า  เวลาที่บริษัทไหนเขาจะระดมทุนไปทำอะไรสักอย่าง  เขาจะออกตราสารหนี้ออกมาเพื่อขอยืมเงินเราไปใช้  จะห้าปี สิบปีอะไรก็ว่าไป  แล้วกำหนดดอกเบี้ยให้เลยว่าพอครบอายุถอนคืน  เราจะได้เงินต้นคืนพร้อมกับดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์



ถามว่าปลอดภัยไหม....คำตอบคือปลอดภัยมากกก  เงินต้นของเราไม่หายแน่ถ้าซื้อตราสารหนี้  แต่ผลตอบแทนก็จะต่ำมากเช่นเดียวกัน คือ  ดอกเบี้ยราว 4-5% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งมักจะหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยได้  แต่ก็ยังดีกว่าเอาไปฝากออมทรัพย์ซึ่งดอกเบี้ยต่ำเตี้ยน่าเวทนามาก

การลงทุนในโลกนี้ก็มีหลายแบบครับ  เช่น หุ้น, อสังหาริมทรัพย์, ตราสารหนี้, ทอง, น้ำมัน, ฝากแบงก์, ปล่อยกู้, เล่นหวย,​โต๊ะแชร์ ฯลฯ  เสี่ยงมากก็กำไรมาก  เสี่ยงน้อยก็กำไรน้อย

ต่อมาข้อที่สามคือ  อัตรากำไรเฉลี่ย 16 ปี คือ 7.5%

ก็อย่างว่าละครับ  เขาเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนหลักในตราสารหนี้ซึ่งเน้นความปลอดภัย  อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.5% ต่อปีนี่  ผมถือว่าน้อยมากๆเลยนะ

ทีนี้สมมติว่า  ถ้า กบข.เอาเงินไปลงทุนในหุ้นล่ะ  ผลตอบแทนจะเป็นเท่าไร?  ผมก็เลยเข้าไปดูในผลประกอบการ  5 ปีย้อนหลังของกองทุน LTF และ RMF 10 อันดับแรกในตลาดกองทุนไทย  ก็พบว่า  ในบรรดากองทุนที่เอาไปลงทุนในหุ้นนั้น  ผลกำไรสะสมย้อนหลัง 5 ปีคือ 180%  คิดง่ายๆคือ  ถ้าปีแรกเอาเงินใส่เข้าไป 10,000 บาทก้อนเดียว  พอปีที่ห้าเงินจะงอกขึ้นเป็น 28,000 บาท

แต่ถ้าเป็น กบข. ผมใส่เงินเข้าไป 10,000 บาทก้อนเดียว  พอปีที่ห้าผมจะมีเงินงอกขึ้นเป็น 16,289 บาทเท่านั้น  (คิดดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี)

กำไรเฉลี่ยของ กบข.ต่อปีคือ 7.5% ครับ ส่วนกองทุน LTF หรือ RMF สิบอันดับแรกคือ ประมาณ 15-20% ต่อปี

ผมก็คงไม่วิจารณ์ว่านโยบายการลงทุนของ กบข. เขาทำกำไรดีหรือห่วย  เพราะบางทีอาจมองต่างมุมว่า  “กบข.ต้องเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก”  ก็เป็นได้นะ  (ซึ่งก็จริงของเขา)

เขียนมาถึงตอนนี้  ผมก็พอจะตอบคำถามที่ตั้งไว้ตอนแรก 2 ข้อได้ดังนี้

1. คุ้มค่ากับที่เขาเอาเงินไปฝากไว้เกือบๆ 40 ปีหรือเปล่า?

อันนี้ผมตอบได้เลยว่าไม่คุ้มค่า  เพราะด้วยอัตราผลประกอบการที่เน้นความปลอดภัยแบบนี้  ผมมองว่าเป็นการเอาเงินเพื่อนๆผมไปกองไว้เสียเวลาเปล่าๆ  กบข.น่าที่จะทดลองเปลี่ยนนโยบายแบ่งเอาเงินบางส่วนไปลงทุนในหุ้น หรือ ไปซื้อกองทุนที่เขาลงทุนในหุ้นบ้าง  อัตราผลกำไรจะได้ดีกว่านี้

2. เพื่อนผมควรจะยึดถือเอาผลตอบแทนจาก กบข. นี้เป็นเงินใช้จ่ายหลักหลังเกษียณหรือเปล่า?

คำตอบ คือ “ไม่”  เพื่อนผมควรจะถือเอาเงินก้อนนี้เป็นเงินสำรองชีวิตเท่านั้น  เพราะผมลองคำนวณว่า  ถ้าเพื่อนผมๆหักฝากเดือนละ 3% (ซึ่ง 3% ขั้นต่ำของการหักฝากกบข. สูงสุดคือ 15%)  โดยผมสมมติว่าเงินเดือนเฉลี่ยของเพื่อนผมจนเกษียณคือ 50,000 บาท ก็คือเดือนละราวๆ 1,500 บาท  ฝาก 35 ปี  ดอกเบี้ยปีละ 7.5% แล้ว

พอเพื่อนผมเกษียณ  เขาจะได้รับเงินจากกองทุนนี้ คือ 2.9 ล้านบาท  (เงินต้น 630,000 บาท + กำไร 2,270,000 บาท)  เมื่อมาคิดหักจากอัตราเงินเฟ้อแล้ว  ก็ไม่ได้เยอะมาก

แต่ถ้าเพื่อนผมเปลี่ยนเป็นหักฝากเดือนละ 10% ก็คือเดือนละราวๆ 5,000 บาท  เป็นเวลา 35 ปี ก็จะได้เงินหลังเกษียณคือ ประมาณ 9.7 ล้านบาท (เงินต้น 2.1 ล้าน + กำไร 7.6 ล้าน)

สรุปจบสุดท้ายคือ  “เพื่อนผมควรจะทำอย่างไร?”  คำตอบก็มีสองแนวทางครับ คือ
  1. เพิ่มจำนวนเงินหักฝากต่อเดือนให้เต็มที่  อย่างน้อยๆคือ เดือนละห้าพันบาทขึ้นไป  สุดท้ายเราจะได้เงินวันเกษียณเกือบๆสิบล้านบาท (แต่ถ้าแก่แล้วอย่างรุ่นผม  ก็ให้มากกว่าห้าพันเยอะๆหน่อยก็ดี)
  2. ฝากกบข.ด้วยเงินขั้นต่ำต่อไป คือ 3%  แต่ไปเปิดบัญชีกองทุนรวม LTF หรือ RMF แล้วฝากเงินสะสมไปเรื่อยๆทุกเดือน  ซึ่งผลกำไรเฉลี่ยของกองทุน 10 อันดับแรก คือ 15-20% ต่อปี  ซึ่งผลกำไรดีกว่า กบข.มากมายนัก
สำหรับข้าราชการแล้ว  ผมไม่แนะนำให้เล่นหุ้น  แต่ให้ซื้อกองทุนดีกว่าครับ  เพราะเขามีมืออาชีพมาบริหารให้เราได้กำไรกว่าเยอะ  สำหรับกองทุน LTF และ RMF ที่ผมแนะนำก็มีของ  ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, บริษัทหลักทรัพย์อเบอร์ดีน, ธนาคารยูโอบี เป็นต้น

ใครอยากทดลองดูว่า  ถ้าเราฝากเงินเท่านี้ๆต่อเดือน  เป็นเวลาเท่านี้ๆ  ด้วยผลกำไรเท่านี้ต่อปี  พอเวลาผ่านไปจะได้รับเงินเท่าไรก็ลองดูที่ลิงก์ข้างล่างนี้นะครับ  ธนาคารทหารไทยเขาทำไว้ดีมากเลย

https://www.mytmb.com/calculator/