Sunday, January 27, 2013

Les Miserables

ไม่ได้เขียนบทความมานานเนื่องจากมัวแต่สอบอยู่ ตอนนี้สอบเสร็จแล้วก็ขอกลับคืนวงการนะฮะ หวังว่าเพื่อนๆยังสนใจอ่านกันอยู่เน้อ

เมื่อวานได้ไปดูหนังดีมาหนึ่งเรื่องคือ Les Miserables ครับ อ่านว่า “เล มีเซราบล์” เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาจากนิยายอมตะสัญชาติฝรั่งเศสอายุราว 150 ปี ประพันธ์โดย “วิคเตอร์ ฮูโก” นิยายเรื่องนี้มีทั้งหมด 5 ตอนครับ คือ Fantine, Cosette, Marius, The Idyll in the Rue Plumet and the Epic in the Rue St. Denis และ Jean Valjean นิยายชุดนี้เป็นที่โด่งดังและได้รับการแปลออกไปหลายๆภาษาทั่วโลกเนื่องจากผู้เขียนพรรณาบรรยากาศในสมัยหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสช่วงปี 1815-1832 ได้อย่างลึกซึ้งถึงรายละเอียดชีวิตผู้คน สถาปัตยกรรม สภาพความยากลำบาก ความเป็นอยู่ที่ยากเข็ญของชนชั้นล่างในสมัยนั้น ด้วยเพราะผู้แต่งใช้ชีวิตอยู่ในช่วงนั้นพอดีนั่นเอง

คำว่า Les Miserables นี้แปลได้ว่า “เหล่าผู้ทุกข์ทน” แต่ผู้แปลเป็นภาคไทยคือ “จูเลียต” หรือ คุณชนิด สายประดิษฐ์ (ภรรยาคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของนามปากกา “ศรีบูรพา”) ตั้งชื่อภาษาไทยให้ว่า “เหยื่ออธรรม” ซึ่งก็ให้ความหมายได้ชัดเจนทีเดียว
ฌอง วัลฌอง (ฮิวจ์ แจ๊คแมน)

เนื้อเรื่องพูดถึงชีวิตของ ฌอง วัลฌอง (แสดงโดย ฮิวจ์ แจ๊คแมน) ที่ติดคุก 19 ปีเพราะขโมยขนมปังมาให้หลานชายที่หิวโหย หลังจากพ้นโทษออกมาชีวิตก็ตกทุกข์ได้ยาก เพราะในเอกสารประจำตัวระบุตราหน้าว่าฌองเป็นนักโทษเก่า ก็เลยหางานทำไม่ได้และต้องอาศัยนอนข้างถนน จนกระทั่งมาพบเข้ากับบาทหลวงมีเรียล ที่เข้ามาช่วยเหลือและพลิกชะตาให้ฌองกลับมาศรัทธากับชีวิตตัวเองอีกครั้ง จนกระทั่งฌองปลอมเปลี่ยนตัวตนจนประสบความสำเร็จเป็นนายกเทศมนตรีและเจ้าของโรงงานเพื่อช่วยเหลือหางานให้ชาวบ้าน แต่ขณะเดียวกันฌองก็ต้องคอยหวาดระแวงการติดตามของตำรวจไร้มนุษยธรรมนามว่า “ฌาแวร์” (รัสเซล โครว์) อีกด้วย
ฟองทีน (แอนน์ แฮททาเวย์)

อยู่มาวันหนึ่งฌองก็ได้มาช่วยเหลือฟองทีน (แอนน์ แฮททาเวย์) ซึ่งเป็นหญิงสาวที่ชีวิตพลิกผันให้ต้องมาเป็นโสเภณี ขายเส้นผม ขายฟัน 2 ซี่เพื่อส่งเงินไปช่วยเหลือลูกน้อยนามว่า “โคเซ็ตต์” และก่อนที่ฟองทีนจากโลกนี้ไปด้วยความทุกข์ระทมกายใจ ฌองก็ให้คำสัตย์ว่าจะดูแลเด็กน้อยโคเซ็ตต์ ซึ่งชีวิตของฌองก็ต้องผกผันแปรไปอีกครั้งเมื่อต้องทำหน้าที่พ่อผู้เสียสละเลี้ยงดูจนโคเซ็ตต์โตเป็นสาว และฌองต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องแฟนหนุ่มของโคเซ็ตต์ที่เป็นแกนนำกลุ่มต่อต้านระบบศักดินาจนรอดชีวิตกลับมาแต่งงานกับโคเซ็ตต์

นิยายเรื่องนี้ได้รับการทำออกมาเป็นละครเวทีและภาพยนตร์หลายครั้งมากครับ สำหรับในเวอร์ชั่นที่ฉายตอนนี้ก็เป็นภาพยนตร์แบบมิวสิคัล เพลงที่นำมาใช้ร้องนั้นก็ล้วนแต่นำมาจากบทละครเวทีดั้งเดิมทั้งสิ้น นักแสดงทุกคนก็ร้องสดด้วยตัวเองเช่นกัน สำหรับนักแสดงที่ผมว่าแสดงได้ดีสุดๆก็คือ แอนน์ แฮททาเวย์ ที่รับบทเป็นฟองทีน โดยในฉากที่ร้องเพลง “I dreamed a dream” นั้นแอนน์แสดงได้กินใจและร้องได้ไพเราะมากๆ เมื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอแล้วก็ยิ่งประทับใจ คือคุณแม่ของแอนน์นั้นเป็นนักแสดงละครบรอดเวย์และได้แสดงในบทฟองทีนในยุคแรกๆที่ Les Miserables เข้ามาแสดงในสหรัฐฯเช่นกันครับ
ภาพหน้าปกนิยาย Les Miserables
ในฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 150 ปีก่อน
เป็นรูปเด็กน้อยโคเซ็ตต์

ผู้เขียนนั้นเอาคาแรกเตอร์ของฌอง วัลฌอง มาจากบุคคลจริงในยุคนั้นชื่อ Eugène François Vidocq (ดูรูปการแล้วผมไม่กล้าอ่านออกเสียงฮะ) ซึ่งเป็นอดีตนักโทษที่ภายหลังกลายมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และได้เอาประสบการณ์เป็นอาชญากรของตัวเองมาช่วยพัฒนาระบบการสืบสวนของตำรวจฝรั่งเศส จนได้รับการยกย่องเป็น “บิดาของกรมตำรวจฝรั่งเศส” เลยทีเดียว นอกจากจะเอาคาแรกเตอร์มาใช้แล้ว ผู้เขียนยังเอาเรื่องจริงที่ว่าคุณ Vidocq ยกเกวียนขึ้นบ่าตนเองเพื่อช่วยชีวิตคนงานโรงงานกระดาษมาใส่ในนิยายด้วย และฉากนี้ก็เป็นอีกฉากหนึ่งที่ประทับใจในภาพยนตร์เวอร์ชั่น 2012 นี้เช่นกันครับ

นิยาย Les Miserables นี้มีความยิ่งใหญ่ทั้งคุณภาพงานเขียน คุณค่าทางประวัติศาสตร์ กินใจถึงความทุกข์ระทมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมครับ ถ้าใครมีเวลาว่าง ผมแนะนำให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันครับ แล้วจะได้แนวคิดดีๆออกมาอีกเยอะเลย สำหรับผมนั้นเห็นว่านิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังฝรั่งไม่กี่เรื่องที่เชิดชูเห็นว่าศาสนาเปลี่ยนชีวิตคนที่ยากไร้ให้กลับมามีกำลังใจและส่งต่อความดีงามกันต่อไปได้อย่างไรครับ

Monday, November 26, 2012

โตเกียวโดม กับ K-Wave


..."โตเกียวโดม"...วันนี้อยากพูดถึงโตเกียวโดมสักนิดหน่อย เนื่องจากกระแสเกาหลีบุกญี่ปุ่นตอนนี้แรงชัดมาก ไม่ว่าจะเป็นซัมซุงที่ทำยอดขายและการเติบโตแซงหน้าโซนี่ไปไม่เห็นฝุ่นแล้ว ยังมีดารานักน้องเกาหลีที่เข้ามาป๊อปอยู่ในญี่ปุ่นมากมายเสียจนศิลปินญี่ปุ่นเริ่มทำตาปริบๆ ...บางคนอาจสงสัยว่า..."แล้วโตเกียวโดมมาเกี่ยวไรเหรอ?" ...อ่านๆไปเดี๋ยวก็รู้เองละฮะ
โตเกียวโดม หรือ Big Egg ในแมทช์แข่งเบสบอล

อันว่าโตเกียวโดมนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1988 หรือราวๆ 25 ปีก่อนครับ ออกแบบมาเป็นสนามกีฬาในร่มขนาดยักษ์ จุคนได้กว่า 55,000 คน ซึ่งเน้นไปที่การแข่งเบสบอล เพราะรู้ๆกันดีว่าคนญี่ปุ่นคลั่งไคล้เบสบอลขนาดไหน และโตเกียวโดมเองก็เป็น "บ้าน" ของทีมเบสบอลชื่อดัง "โยมิอุริ ไจแอนท์" ด้วย (ไม่รู้ทำไมญี่ปุ่นเค้าชอบคำว่า 'ไจแอนท์' กันจัง แถวบ้านผมก็มีภัตตาคารบุฟเฟท์ปิ้งย่างญี่ปุ่นชื่อไจแอนท์)

นอกจากจะเป็นสนามแข่งเบสบอลและกีฬาอื่นๆระดับอลังการแล้ว โตเกียวโดมยังเป็นที่จัดอีเว้นท์, การแสดงโชว์ต่างๆ รวมทั้งจัดคอนเสิร์ตด้วยครับ ซึ่งบรรดานักร้องที่มาแสดงที่นี่ก็ล้วนเป็นระดับโลกเสียสิ้น เช่น มาราย แครี่, เจเน็ท แจ็คสัน, บองโจวี่, มาดอนน่า, X Japan, บริทนีย์ สเปียร์, พอล แมคคาร์ทนี่ย์ กระทั่ง ไมเคิล แจ็คสัน ก็เคยมาจัดคอนเสิร์ตที่นี่สิริรวมได้ตั้ง 25 รอบ

ทีนี้โตเกียวโดมเค้าบันทึกสถิติไว้ครับว่า "ตั๋วคอนเสิร์ตของนักร้องคนไหนขายหมดเร็วที่สุด" ผลก็ออกมาน่าสนใจมากๆเลย

- ปี 1990 ตั๋วคอนเสิร์ตเจเน็ท แจ็คสัน 4 รอบ ขายหมดภายใน 7 นาที
- ปี 1998 ตั๋วคอนเสิร์ตมาราย แครี่ ราวๆ 2 แสนใบ ขายหมดภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
- เดือนพฤศจิกายน 2006 วงร็อคยอดฮิตของญี่ปุ่น "L'Arc-en-Ciel" (อ่านว่า ลาร์ค ออง เซีย) ขายตั๋วสองรอบหมดภายใน 2 นาที
 

โปสเตอร์คอนเสิร์ตดงบังชินกิ หรือ Tohoshinki
ณ โตเกียวโดม

และเมื่อวันที่ 1 เดือนเมษายน 2012 ตอน 10 โมงเช้า บอยแบนด์ยอดฮิตจากเกาหลี "ดงบังชินกิ" ทุบสถิติทุกคนเรียบ โดยขายตั๋วคอนเสิร์ตของวันที่ 14 - 16 เมษายน จำนวน 165,000 ใบ หมดเกลี้ยงภายใน 30 วินาที (บ้าไปแล้ว!) แถมราคาที่แฟนๆเอาไปขายต่อกันเองก็ยังเพิ่มจาก 8,500-9,500 เยนต่อใบไปเป็น 80,000 เยน หรือ "สิบเท่า" ในชั่วพริบตาเดียว....

ต่อไปถ้าใครจะทุบสถิตินี้อาจต้องไปรอซื้อตั๋วหน้าโรงพิมพ์ละมั้ง.....อ้อ ชาวญี่ปุ่นเขาไม่เรียก 'ดงบังชินกิ' เหมือนบ้านเรานะฮะ แต่เรียกว่า 'โทโฮชินกิ (Tohoshinki)'

การที่ศิลปินเกาหลีบุกญี่ปุ่นนั้นดูจะเป็นเรื่องปกติ (ชาวญี่ปุ่นเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า K-Wave) เพราะเมืองไทยเราก็บ้าเกาหลีพอๆกัน แต่สำหรับชนญี่ปุ่นที่หัวเคร่งครัดหน่อยนั้น เรื่องนี้ดูจะขัดใจมิใช่น้อย แถมว่าปัจจุบันยังมีเรื่องปัญหาแย่งหมู่เกาะกันระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี (เกาะ Dokdo ในภาษาเกาหลี หรือ เกาะทาเคอิชิ ในภาษาญี่ปุ่น) อีกต่างหาก ซึ่งท่าทางจะไม่จบง่ายๆเสียด้วย การต่อต้านเกาหลีในญี่ปุ่นก็ดูจะเริ่มเข้าสู่จุดที่ "คนญี่ปุ่นเริ่มจะทำอะไรบางอย่าง" แล้ว

กระแสต่อต้าน K-Wave นั้นเริ่มจากการชุมนุมประท้วงหน้าสถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวี เนื่องจาก "ฉายละครเกาหลีมากจนไม่เหลือความเป็นช่องทีวีญี่ปุ่น" แต่ไม่ว่าความชาตินิยมของญี่ปุ่นจะเข้มขึงตึงเครียดยังไงก็ตาม ดูว่าวัยรุ่นญี่ปุ่นจะหาแคร์อันใดไม่ แถมรัฐบาลเกาหลีใต้ยังออกมาประกาศอีกว่า เมื่อปี 2010 ปีเดียวเกาหลีใต้ได้ส่งออก"บันเทิงเกาหลี"ไปให้ญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 117 ล้านเหรียญ (ราวๆสามพันห้าร้อยล้านบาท) ด้วยตัวเลขนี้ทำให้ญี่ปุ่นคือลูกค้าบันเทิงรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีไปโดยปริยาย.....คือคิดเป็น 70% ของทั่วโลกเชียวละฮะ

หมู่เกาะ Dokdo หรือ Takeichi หนามแทงใจชนเกาหลีและญี่ปุ่น

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไปไม่ได้มากไปกว่าแบนดาราเกาหลีที่ประกาศจุดยืนการเมืองต่อต้านญี่ปุ่นชัดเจน เช่น ชอง อิล กุ๊ก ไม่ให้เข้าญี่ปุ่นเท่านั้นเอง เพราะรายได้ที่ญี่ปุ่นได้จากการนำเข้าบันเทิงเกาหลีก็มหาศาลเช่นกัน...และ "การเมือง" กับ "ธุรกิจ" คือสิ่งที่แยกกันได้ขาดเมื่อทั้งสองฝ่ายสมประโยชน์ครับ

Friday, November 23, 2012

ซื้อกองทุน LTF ของที่ไหนดี?

......"ซื้อกองทุน LTF ที่ไหนดี?"..... ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่ากระผมมิใช่กูรูในเรื่องการลงทุนแต่อย่างใด  เพียงแต่ว่าได้อ่านหนังสือมาบ้างสองสามเล่ม เพราะปีนี้เพิ่งเริ่มซื้อกองทุน LTF (Long Term Equity Fund) เอาไว้ลดภาษี  ก็เลยอยากจะเอาความรู้ที่ได้มาเล่าสู่กันฟังครับ

เท่าที่ได้คุยกับเพื่อนๆที่บริษัท  ก็มีหลายคนที่ซื้อ LTF และ RMF กัน ส่วนใหญ่ก็จะซื้อๆไปงั้นแหละ เพื่อให้มียอดซื้อรวมไปลดหย่อนภาษีตอนสิ้นปี ไม่ได้ศึกษาว่าไอ้กองทุนที่ซื้อไปน่ะ ทำกำไรเท่าไร?  มีปันผล (dividend) ไหม?  บางคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่อย่าลืมว่าเมื่อเราซื้อ LTF เราต้องเอาเงินไปอยู่ในกองทุนนี้ 5 ปีเชียวนะครับ แม้จะเป็นปีปฏิทินที่ซิกแซกเหลือราวๆสามปีกว่าๆได้ก็ตาม  ถ้าเลือกกองทุนที่ดีผลกำไรที่ได้อาจถึง 100% (สองเท่า)  ในขณะที่บางกองทุนอาจจะขึ้นมาแค่ 30% เท่านั้นเอง

ตารางเปรียบเทียบผลกำไรของกองทุน LTF


มีน้องคนหนึ่งแนะนำเว็บไซท์ www.siamchart.com มาครับ เป็นเว็บไซท์ที่ดีมากๆ(ขอชื่นชมคนทำเว็บมา ณ ที่นี่) ซึ่งผมก็ได้ใช้เว็บนี้เป็นข้อมูลหลักในการซื้อกองทุนของผม เพราะมันจะช่วยเปรียบเทียบกองทุนแต่ละประเภทเช่นว่า ในประเภท LTF นี้กองทุนของแบงก์ไหนหรือยี่ห้อไหนทำกำไรมากที่สุด ในช่วง 1 สัปดาห์, 1 เดือน, 3 เดือน, 1 ปี, 3 ปี แล้วก็ 5 ปี เราก็เอาข้อมูลนี้มาเปรียบเทียบกันว่าเราจะไปซื้อกองทุนของที่ไหนดีเพื่อให้เราได้กำไรสูงที่สุด (ตามภาพน่ะครับ)

ส่วนถ้าเราอยากรู้ว่ากองทุนนี้เอาตังค์เราไปลงทุนอะไร  ในตลาดหุ้น หรือ ตราสารหนี้ หรือ กองทุนน้ำมัน ก็ค่อยเข้าไปดูรายละเอียดในเว็บของแต่ละแบงก์หรือสถาบันการเงินนั้นอีกทีครับ

หน้าจอของเว็บ www.siamchart.com


วิธีการเข้าใช้ ก็เข้าไปที่เว็บ siamchart ครับ แล้วคลิกตรงคำว่า Fund มันก็จะมีเมนูให้เลือกเพิ่ม....เราก็เลือก Fund Compare ซึ่งจะนำเราไปที่หน้าจอที่เค้าเปรียบเทียบกองทุนให้  แล้วเราก็มองมาทางขวาก็จะมี drop down menu ให้เลือกว่าเราอยากจะดูผลเปรียบเทียบกองทุนประเภทไหน ทีนี้ก็จะมีกองทุนหลายประเภทเลย เช่น กองทุนตลาดเงิน (MMF), Foreign Investment Fund (FIF) และอื่นๆอีกมากมาย....ก็ลองคลิกเลือก Long Term Equity Fund (LTF) ดูครับ

ภาพประกอบที่ผมเอามา ก็จะเป็นการเปรียบเทียบ LTF ของแต่ละยี่ห้อ จะเห็นได้ว่าตอนนี้อันดับหนึ่งคือ B-LTF ที่เป็นของธนาคารกรุงเทพ (ผลงานคือ 5 ปีที่ผ่านมาทำกำไรได้ 103%)  อันดับสองคือ ABLTF ซึ่งเป็นของอเบอร์ดีน (5 ปี ได้กำไร 119%) เป็นต้น ซึ่งถ้าผมจะแนะนำมือสมัครเล่นอย่างเรา ก็เลือกกองทุนที่อยู่ภายใน 10 อันดับแรกนี่แหละครับ... จะทำกำไรให้เราได้ดีทีเดียว

ส่วน LTF อีกประเภทที่ผมว่าน่าสนใจคือ LTF with Dividend ก็แปลว่าเป็นกองทุน LTF ที่จ่ายปันผลให้เราด้วย นั่นหมายความว่านอกจากเราจะได้กำไรจากที่ผู้บริหารกองทุนไปทำผลงานดีๆมาแล้ว เขายังจะจ่ายปันผลให้กับเรา”ทุกปี”ตามจำนวนหน่วยลงทุนที่เราไปซื้อกับเค้าไว้ ซึ่งข้อสังเกตคือ LTF ประเภทนี้อาจจะมีผลกำไรระยะยาวน้อยกว่า LTF ที่ไม่จ่ายปันผล แต่ข้อดีของเค้าก็คือ เราได้เงินปันผลตลอดทุกปีครับ ไม่ต้องรอครบห้าปีจึงจะได้ใช้เงิน

ถ้าใครอยากซื้อ LTF ที่จ่ายปันผล ผมก็แนะนำให้สังเกตตรงชื่อกองทุนน่ะครับ มักจะมี DIV หรือ D ที่ย่อมาจาก Dividend (ปันผล) ต่อท้าย เช่น  KFLTFDIV ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BIG CAP-D LTF ของบริษัทหลักทรัพย์ไอเอ็นจี เป็นต้น

โฆษณางาน SET in the City 2012

ที่เขียนเรื่องนี้ เพราะอยากให้เพื่อนๆที่กำลังจะซื้อ LTF มีเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจครับ  เงินของเรา เราก็อยากจะเอาไปทำกำไรสูงสุดอยู่แล้ว ยิ่งช่วงปลายปีตามธนาคารหรือสถาบันการเงินเค้ามักจะมีโปรโมชั่นดีๆเริ่ดๆ แถมแก้วน้ำ, กะปิ, น้ำปลา, ยาสระผม, ร่มกันฝน, ปฏิทิน ไว้ล่อลวงเรา .....ผมแนะนำว่าก่อนซื้อก็ลองเปรียบเทียบผลกำไรดูนะครับ อย่าเห็นแก่ของแถม หรือ พริตตี้น่ารักๆตามบูธ

อย่างไรก็ตาม...การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงนะครับ และผมแนะนำว่าอย่าลงทุนในกองทุนกองเดียวหรือยี่ห้อเดียว พยายามกระจายๆซื้อหลายๆยี่ห้อ เผื่อยี่ห้อไหนขาดทุน เราจะได้มีของยี่ห้ออื่นอยู่ไว้ให้อุ่นใจ.....

Wednesday, November 21, 2012

กูเกิ้ลสตรีทวิว (Google Street View)


หลังจากที่ดีเลย์เพราะไปค้นคว้ามา(นิดหน่อย)ในเรื่อง “กูเกิ้ลสตรีทวิว” (Google Street View) ก็ได้ฤกษ์นำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ ตอนนี้ก็เป็นอันที่รู้กันว่า “กูเกิ้ล” คือ เสิร์ชเอนจิ้นที่ฮิตที่สุด (แม้จะมีค่ายอื่นๆพยายามสู้เช่น Bing ของไมโครซอฟท์ แต่ก็ยังห่างชั้นจากกูเกิ้ลหลายขุมนัก) ใครมีอะไรก็ไปถามโปรเฟสเซอร์กูเกิ้ลได้ มีคำตอบให้ท่านแทบจะทุกเรื่อง นอกจากกูเกิ้ลจะช่วยในเรื่องค้นหาข้อมูลบนเว็บแล้ว อีกแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจก็คือ “กูเกิ้ลสตรีทวิว” นี่ละครับ
รถกูเกิ้ลสตรีทวิว

“กูเกิ้ลสตรีทวิว” นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “Google Map” และ “Google Earth” ครับ ซึ่งความเจ๋งของมันก็คือ กูเกิ้ลใช้กล้องพาโนรามาติดบนหลังคารถยนต์วิ่งไปตามถนนหนทางต่างๆเพื่อเก็บภาพเป็นฐานข้อมูล แล้วเอาภาพเหล่านั้นมาใส่ลงในแผนที่ เวลาที่เราคลิกเข้าไปดูสถานที่ที่กูเกิ้ลเค้าไปถ่ายรูปไว้ บนหน้าจอเราก็จะโชว์รูปแบบ 360 องศา เสมือนว่าเราไปยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ สามารถหมุนดูได้รอบ, เดินตามเส้นทาง ดูภาพรอบๆตัวได้หมด....ที่สำคัญ “ฟรี” ครับ เดี๋ยวผมจะบอกวิธีเข้าไปดูครับ เห็นแล้วจะชอบ

กูเกิ้ลลงทุนกับโปรเจ็คท์นี้มาตั้งแต่ปี 2007 แล้วครับ แรกเริ่มก็ทำในเฉพาะสหรัฐอเมริกาก่อน พอถึงไป 2008 ก็เริ่มออกไปประเทศอื่นๆจนตอนนี้มีไปถึง 48 ประเทศแล้ว ประเทศไทยเราก็เอากับเขาด้วย แต่ตอนนี้ยังเก็บข้อมูลถึงแค่กรุงเทพฯ, เชียงใหม่ แล้วก็ภูเก็ตครับ
กล้อง HD Panorama 15 เลนส์พร้อม GPS ที่ติดบนหลังคารถ

กรรมวิธีของเขาก็คือ เอากล่องอุปกรณ์ติดบนหลังคารถ ซึ่งในเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดนี้จะประกอบด้วยกล้องวีดีโอความละเอียดระดับ HD ที่มีเลนส์รับภาพ 15 เลนส์เพื่อทำภาพพาโนรามา 3D (รุ่นเดิมใช้กล้อง HD 9 ตัว แล้วใช้ซอฟท์แวร์ทำให้เป็นพาโนรามาทีหลัง) แถมด้วยเครื่องรับจีพีเอส แล้วก็วิ่งไปตามถนนหนทางหลักๆ เก็บภาพไปเรื่อยๆแล้วเอามาลิงก์กับพิกัดจีพีเอสที่ได้เพื่อนำไปพลอทลงแผนที่อีกที สำหรับในบางพื้นที่ที่รถเข้าไม่ได้ กูเกิ้ลก็จะใช้รถจักรยานสามล้อติดกล้อง (ตั้งชื่อเพราะพริ้งว่า “Trikes”) บางที่ก็ใช้รถเข็น (Trolley) สำหรับในพื้นที่หิมะก็ใช้ สโนว์โมบิล วิ่งเก็บภาพเลย ซึ่งอันหลังนี่ผมว่าเท่ห์โคตรๆ
รถ Snow Mobile ติดกล้องขณะถ่ายภาพใน Whistler

สำหรับใครที่อยากลองดูว่าคุณภาพภาพถ่ายของสตรีทวิวนี้จะแจ๋วแค่ไหนกันนะ ก็เข้าไปที่
http://www.google.com/ ครับ เสร็จแล้วก็มองไปที่แถบสีดำๆข้างบนแล้วคลิกตรง Map ครับ จะนำเราเข้าสู่ Google Map ซึ่งจะแสดงแผนที่ของสถานที่ที่เราต้องการ
- ลองพิมพ์ Siam Paragon Bangkok เข้าไปแล้วกด enter ครับ
- ทีนี้กูเกิ้ลก็จะแสดงแผนที่กรุงเทพขึ้นมา แล้วจะมีตัวชี้สีชมพูบนแผนที่ว่าเจ้าสยามพารากอนนี้อยู่ที่ไหน เราก็ลากตัวคนสีเหลืองๆ(เรียกว่า “Pegman” ที่อยู่ตรงที่เขาให้ซูมน่ะครับ) มาลงตรงตัวชี้สยามพารากอน แล้วหน้าจอก็จะเปลี่ยนไปเป็นภาพใต้สถานีรถไฟฟ้าสยาม แล้วเราก็เลี้ยวไปหมุนมาได้ตามสะดวกโยธิน

คุณภาพของภาพถ่ายที่เห็นก็จัดว่าดีเลย สำหรับในกรุงเทพฯจะเป็นภาพที่ถ่ายขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2011 ครับ



กูเกิ้ลก็โดนชาวบ้านในบางประเทศฟ้องร้องในเรื่อง “ความเป็นส่วนตัว” ครับ เพราะบางคนเขาก็ไม่อยากให้ภาพบ้านของเขาไปโชว์อยู่บนกูเกิ้ล แต่กูเกิ้ลเองก็ออกมาแถลงว่าภาพที่เขาถ่ายนั้นเป็นเวลากลางวันบนท้องถนนซึ่งใครๆก็เห็นอยู่แล้ว ไม่ได้ไปถ่ายมาตอนกลางคืนสักหน่อย ส่วนสถานที่ราชการหรือพื้นที่หวงห้ามของแต่ละประเทศ กูเกิ้ลก็จะไม่เข้าไปถ่ายทำสตรีทวิวครับ เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง ไปซี้ซั้วถ่ายก็อาจโดนจับได้นะฮะ
กล้องกูเกิ้ลจับภาพกวางแคริบูวิ่งอยู่หน้ารถ

หนังสือพิมพ์ในเมกาเขาไปสัมภาษณ์คนขับรถที่ถ่ายสตรีทวิวที่ไปถ่ายเจออะไรแปลกๆมา เช่น คนมากระโดดโลดเต้นรอบๆรถ, ขบวนรถม้าแห่ศพในอังกฤษ, เด็กนักเรียนกำลังหกล้มในเม็กซิโก, ไฟไหม้บ้านคน, กวางแคริบูวิ่งนำหน้ารถ, ตำรวจกำลังตรวจค้นผู้ต้องหา, หัวจ่ายน้ำดับเพลิงแตก ฯลฯ คนขับรถเขาก็เลยฝากขอร้องว่า เวลาเจอรถกูเกิ้ลติดกล้องวิ่งมา กรุณาอย่าทำอะไรพิสดาร เช่น แกล้งทะเลาะต่อยกัน หรือ กระโดดขวางรถ เพราะเขาเจอมาเยอะแล้ว ในประเทศไทยเราก็จะเห็นรถกูเกิ้ลซึ่งใช้รถฟอร์ดโฟกัสวิ่งอยู่เรื่อยๆ ส่วนในเมกาจะใช้รถยี่ห้อซูบารุ อิมเพรสซ่า หรือ เชฟโรเลท โคบอลท์เป็นหลัก แต่รถทุกๆคันก็จะมีมาตรฐานว่ากล้องจะต้องติดตั้งสูงจากพื้น 2.5 เมตรครับ
ภาพถ่ายจาก Snow Mobile ที่ Whistler Ski Resort

ใครอยากเห็นภาพที่ถ่ายจากสโนว์โมบิลก็ลองเข้าไปเสิร์ช “Whistler, BC, Canada” ดูนะครับ เป็นสกีรีสอร์ทอยู่ใน บริติชโคลัมเบียชองแคนาดา เป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งล่าสุดนี่เอง กูเกิ้ลเขาไปถ่ายไว้ตอนช่วงเตรียมจัดโอลิมปิกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปี 2011 ครับ

Friday, November 16, 2012

เครื่องบินโดยสารจีน C919

เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ลำแรกของจีน Comac C919

เมื่อวานก็พูดถึงว่าที่ปธน.จีนคนใหม่ไปแล้ว  วันนี้ผมก็ขอพูดถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการบินของจีนหน่อยนะครับ  ซึ่งนับแต่จีนพัฒนาการปกครองเป็น “1 ประเทศ 2 ระบบ” ในยุคที่ฮ่องกงกลับคืนสู่จีนเมื่อปี 1997 จีนก็ได้เปิดตัวเองเพื่อรับและส่งออกเทคโนโลยีมากมายผ่านทางฮ่องกง จนวันนี้กลายจีนเป็นโรงงานของโลก และหนึ่งในเทคโนโลยีที่จีนนำมารุกโลกตะวันตกก็คือ “เทคโนโลยีการบิน” ครับ

สัปดาห์นี้คือ 13-18 พ.ย.55 เป็นช่วงที่จีนจัดงาน “จูไห่ แอร์โชว์ (Zhuhai Airshow)” ขึ้นที่เมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้งครับ ก็มีการนำเครื่องบินและเทคโนโลยีอวกาศมาแสดงมากมาย ทั้ง Drone (อากาศยานไร้คนขับ), เครื่องบินไฟท์เตอร์, เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ ที่ผลิตโดยจีน แต่ที่ผมจะหยิบนำมาเล่าก็คือ เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ C919 ที่ออกแบบมาเพื่อสู้กับโบอิ้ง 737 และแอร์บัส A-320 ครับ


ที่นั่งผู้โดยสารในเครื่องบิน Comac C919
เป็นที่รู้กันว่าเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ตามสายการบินต่างๆทุกวันนี้ถูกผูกขาดโดยขาใหญ่สองยี่ห้อ คือ โบอิ้งของอเมริกา และ แอร์บัสของฝรั่งเศส เรียกได้ว่าเป็น Duopoly ก็ว่าได้ รัฐบาลจีนก็เลยตั้งบริษัท Comac (Commercial Aircraft Corporation of China) ขึ้นมาเมื่อปี 2008 โดยเกิดจากบริษัทการบิน + บริษัทอลูมิเนียม + บริษัทเหล็ก และบริษัทอื่นๆในจีนที่จำเป็นต่อการสร้างเครื่องบินมารวมกันเป็นบริษัทผลิตเครื่องบินพาณิชย์ของรัฐบาลจีน เพื่อทลายการผูกขาดของโบอิ้งและแอร์บัสโดยเฉพาะเลยครับ

เมื่อปี 2011 Comac ก็จับมือกับบริษัท บอมบาร์เดียร์ของแคนาดา (ผลิตเครื่องบินเป็นอันดับสามของโลก) เพื่อสร้างเครื่องบินโดยสารรุ่น C919 ขึ้นมาเป็นรุ่นแรก ที่สามารถจุผู้โดยสารได้ตั้งแต่ 160-190 คนเพื่อเอามาทำตลาดสู้กับโบอิ้ง 737 และ แอร์บัส A-320 ซึ่งก็ค่อนข้างทำได้ดีมากๆ เพราะเปิดตัวมาได้ไม่ถึงปีก็มียอดสั่งจองไปแล้ว 380 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสายการบินในประเทศของจีน เช่น ไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์, แอร์ไชน่า, ไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์, เสฉวนแอร์ไลน์  นอกนั้นก็จะเป็นพวกบริษัทจีนที่ทำธุรกิจให้เช่า (lease) เครื่องบินต่างๆ เพราะนอกจาก C919 จะบรรทุกผู้โดยสารได้แล้ว ยังทำเป็นเครื่องบินบรรทุกสินค้า (Air freight หรือ Air Cargo) ได้ด้วย


cockpit นักบิน
การสร้างเครื่องบินโดยสารนั้นใช้เทคโนโลยีขั้นสูงครับ ด้วยเหตุนี้จีนจึงต้องยอมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีรถไฟหัวกระสุนกับ GE เพื่อให้ได้ระบบสื่อสารกับระบบนำร่องมาใช้ แล้วก็เลยทำให้ GE สั่งซื้อเครื่อง C919 อีก 20 ลำเพื่อเอามาให้เช่าต่อไป นอกจากนี้จีนก็ได้ความร่วมมือจากสายการบินไรอันแอร์ ของไอร์แลนด์ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอีกตะหาก ทั้งนี้เพราะไรอันแอร์ก็เป็นสายการบินโลคอสใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737 (ไซส์เดียวกับ C919) อยู่เกือบ 300 ลำ งานนี้ดูแล้วโบอิ้งกับแอร์บัสคงจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวใช่ย่อย.....

เครื่องบิน C919 นั้นจะเริ่มบินครั้งแรกในอีกสองปีข้างหน้าคือ ปี 2014 และจะเริ่มส่งให้ลูกค้าได้ในปี 2016 ครับ และเท่าที่หาข้อมูลมาได้ ตอนนี้จีนมีกำลังการผลิตได้ปีละ 50 ลำเท่านั้น แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะเพิ่มการผลิตได้อีก และเห็นว่าถ้าโปรเจ็คท์นี้เวิร์ค จีนก็ก้าวต่อไปเพื่อผลิตเครื่องที่ใหญ่ขึ้นอีก คือ รุ่น C929 (290 คน) และ C939 (390 คน)

ไม่แน่นะครับ อีกไม่นานเราอาจจะได้นั่งเครื่องบินโดยสารจีนไปโน่นไปนี่ก็ได้.....อย่าดูถูกไปเชียว เพราะบรรดานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในโบอิ้งและแอร์บัสก็มีคนจีนอยู่หลายทีเดียว

คุณสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ว่าที่ประธานาธิบดีจีน

ในโอกาสที่อีกไม่นานก็จะมีผู้นำมหาอำนาจโลก 2 ชาติมาเยี่ยมเมืองไทย คือ ปธน.สหรัฐฯ บารัค โอบามา (ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งมาหมาดๆ) กับ นายกรัฐมนตรีจีน เวิน เจียเป่า ด้วยเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ก็คือ สหรัฐกับจีนกำลังจะโชว์พาวเวอร์งัดข้อกันตามภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะแถวๆบ้านเราเนื่องจากพม่าเพิ่งเปิดประเทศใหม่ๆ จีนซึ่งเป็นพี่ชายใหญ่ของพม่าก็ได้ทำให้พม่ากลายเป็นเมืองท่าของภูมิภาคนี้ (และของจีน) ไปแล้วพร้อมกับโปรเจคท์ต่างๆที่จีนเป็นคนรับสัมปทานไปทำหมดเกลี้ยง เช่น เกาะรามรี, รถไฟความเร็วสูงและโครงการท่อก๊าซ 1,700 กม. ผู้นำสหรัฐฯก็จึงจำต้องมาโชว์ตัวนิดโหน่ยนะฮะ เพื่อมิให้คนเอเชียลืมไปว่าเมกาก็อยู่แถวนี้เหมือนกัน

วันนี้ผมก็จะมาเล่าเรื่อง “ว่าที่” ประธานาธิบดีจีนคนใหม่คือ คุณสี จิ้นผิง (Xi Jinping) สักหน่อยครับ เพราะจีนนั้นก็เป็นลูกพี่ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาติไทยเราทั้งในระดับราชวงศ์, รัฐบาลจนไปถึงพ่อค้าวานิชใหญ่ๆในวงการธุรกิจไทยเลยทีเดียว


ว่าที่ประธานาธิบดีจีนคนใหม่ "สี จิ้นผิง"
ก่อนจะไปถึงเรื่องของคุณสี ก็จะขออธิบายวิธีการเลือกประธานาธิบดีก่อนละกัน คือ ด้วยความที่จีนนั้นปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสท์นั้นการแต่งตั้งกลุ่มผู้นำสูงสุดของประเทศก็จะคัดเลือกโดยพรรคคอมมิวนิสท์จีนซึ่งมีสมาชิกกว่า 82 ล้านคนครับ ทว่ามิได้มีการเลือกตั้งกันครึกโครมดังเช่นอเมริกา แต่จะเลือกกันภายในกลุ่มผู้บริหารระดับท้อปของพรรคครับ และเป็นที่รู้กันว่าตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสท์จีน” นั้นก็คือผู้ที่จะเป็น “ประธานาธิบดีจีน” นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะได้ตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วยังได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร (หรือที่บ้านเราเรียกว่า ผบ.ทหารสูงสุด) อีกด้วย สรุปง่ายๆก็คือ ครองทุกตำแหน่งสลากกินรวบนั่นเอง

ก่อนที่จะมีการประกาศทีมผู้นำสูงสุดของพรรคนั้น ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับคุณสี และแคนดิเดทอื่นๆจะถูกเก็บเป็นความลับ เพราะพรรคคอมมิวนิสท์ไม่ต้องการให้ข้อมูลแพร่งพรายออกไปสู่โลกภายนอกจนกว่าจะมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราจึงไม่ค่อยได้ยินชื่อคุณสี ตามหน้าหนังสือพิมพ์สักเท่าไร แต่เมื่อวานนี้คือ 15 พ.ย.55 ก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่า พรรคคอมมิวนิสท์จีนมีกลุ่มผู้นำสูงสุด (Politburo Standing Committee) ชุดใหม่ 7 คน (ลดลงจากเดิม 9 คน) และคุณสี เป็นผู้นำสูงสุด (Paramount Leader) ถูกวางตัวให้เป็นประธานาธิบดีสืบต่อจากคุณหู จิ่นเทา ในเดือนมีนาคมปีหน้า


7 ผู้นำสูงสุดชุดใหม่ของพรรคคอมมิวนิสท์จีน
(คุณสี จิ้นผิง ยืนกลาง)
คุณสี นั้นเดิมเป็นรองประธานาธิบดีจีนครับ ตอนนี้อายุได้ 59 ปีแล้ว เป็นบุตรของนายสี จงซุน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำพรรคคอมมิวนิสท์จีนยุคก่อตั้งและมีบทบาทสูงในพรรคตั้งแต่สมัยยุคปฏิรูปวัฒนธรรมของจีน ซึ่งตั้งแต่เกิดและโตมานั้น คุณสีก็แสดงตนเป็นผู้ที่เลื่อมใสและซื่อสัตย์ในระบอบคอมมิวนิสท์มาตลอด โดยเข้าร่วมสมาพันธ์เยาวชนคอมมิวนิสท์ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนเข้าสู่พรรคคอมมิวนิสท์ทันทีที่อายุ 21 ปี หลังจากนั้นก็เติบโตเป็นหัวหน้าพรรคสาขาจังหวัด, มณฑล ไล่มาเรื่อยๆจนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในวันนี้

ประวัติการศึกษาก็ถือว่าดีเยี่ยม คือ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเคมี และ ปริญญาเอกรัฐศาสตร์สาขาทฤษฎีลัทธิมาร์กซิสม์ จากมหาวิทยาลัยซิงหัว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีนแผ่นดินใหญ่ และอันดับ 52 ของโลกจัดโดย Times ครับ โดยผู้นำสำคัญๆของจีนหลายท่านก็จบจากที่นี่ เช่น คุณหู จินเทา (ปธน.จีนคนปัจจุบัน) และคุณจู หรงจี (อดีตนายกฯจีน) เป็นต้น


มณฑลซีเจียง คือ หนึ่งในมณฑลชายฝั่งทะเลตะวันออก เช่นเดียวกับ
เซี่ยงไฮ้, ฟูเจี้ยน, ชางตง
อย่างไรก็ตาม คุณสีก็ถือว่าเป็นคอมมิวนิสท์ที่มีหัวก้าวหน้าและมีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจสูง ด้วยเพราะเคยเป็นผู้ว่าการมณฑลซีเจียง (Zhijiang) และสามารถทำให้มณฑลนี้เป็นหนึ่งเขตที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงสุดในจีนคือ 14% ด้วยความที่ซีเจียงคือหนึ่งในมณฑลชายฝั่งทะเลตะวันออก เช่นเดียวกับจึงทำให้พลอยได้ประสบการณ์การค้า eastern seaboard รวมทั้งการเจรจาธุรกิจกับไต้หวันมาด้วย จนนำไปสู่การเข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำสูงสุดของพรรคตั้งแต่ปี 2008

ในเรื่องชีวิตส่วนตัวก็ดูจะค่อนข้างปกปิดเป็นความลับครับ  เท่าที่หามาได้ก็เพียงว่าคุณสีเคยสมรสมาแล้วสองครั้ง โดยครั้งที่สองนี้สมรสกับนักร้องเพลงลูกทุ่งจีนชื่อ “ผิง ลิหยวน” มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ “สี หมิงซี” (Xi Mingze) ซึ่งตอนนี้เพิ่งเข้าเรียนเป็นน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่อเมริกาโดยใช้ชื่อปลอม นัยว่าเพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ผมเชื่อว่าก็คงไม่ส่วนตัวหรอกฮะ....ป่านนี้อเมริกาเขาเกาะติดเด็กสาวน้อยผู้นี้เรียบร้อยแล้วละ

ด้วยความที่บิดาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำยุคแรกเริ่มของพรรคคอมมิวนิสท์จีน คุณสี ก็เลยได้ฉายาจากสื่อว่า "princeling" ซึ่งมักจะเอามาเรียกกลุ่มบุคคลเจนเนเรชั่นสองที่มีบิดามารดาเป็นผู้นำพรรคยุคแรกๆ แปลเป็นไทยก็คงทำนอง “ลูกท่านหลานเธอ” แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่านี่ก็คงจะเป็นเกมส์ดิสเครดิตผู้นำจีนของสื่อตะวันตกอีกเช่นเคยละครับ เพราะการที่คนคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำจีนได้ จะต้องผ่านการตรวจสอบความสามารถและความจงรักภักดีมาพอนานสมควรแล้ว

คุณสี มีชื่อเสียงในเรื่องการปราบคอรัปชั่นที่ชัดเจนมากครับ แล้วสำนักข่าวต่างๆก็ได้ทีพากันตรวจสอบทรัพย์สมบัติของญาติพี่น้องตระกูลสี ซึ่งก็ได้พบว่ามีธุรกิจมากมายหลายประเภททั้งอสังหาริมทรัพย์, เหมืองแร่ และชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ มีสินทรัพย์รวมกว่า 1.78 พันล้านเหรียญสหรัฐ (เฉพาะหุ้นในบริษัท Rare Earth) แต่ก็มิได้มีเงินหรือเอกสารส่วนใดเชื่อมโยงไปถึงตัวคุณสีและครอบครัวได้แม้แต่น้อย ก็นับว่าคุณสี แยกแยะระหว่างตำแหน่งหน้าที่ตนเองและผลประโยชน์ญาติพี่น้องให้ออกจากกันได้ดี

สำนักข่าวตะวันตกที่ล้วงลึกถึงข้อมูลธุรกิจตระกูลสีได้ซอกซอนมากที่สุด ณ บัดนี้ก็คือ Bloomberg ซึ่งก็ถูกบล็อกไปเรียบร้อยโรงเรียนรัฐบาลจีน ด้วยเหตุที่มีการพยายามโยงธุรกิจทรัพย์สินของญาติมาให้เกี่ยวกับคุณสีมากไปหน่อย....


คุณหลี่ เคอเฉียง ว่าที่นายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่
อ้อ....ในโอกาสที่พรรคคอมมิวนิสท์จีนเปิดตัวกลุ่มผู้นำสูงสุด 7 คนชุดใหม่เมื่อวานนี้นั้น บุคคลที่น่าจับตามองอีกคนก็คือ คุณ”หลี่ เคอเฉียง” (Li Keqiang) ซึ่งตอนนี้เป็นรองนายกจีน และคาดว่าจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจีนต่อจากคุณเวิน เจียเปา เช่นกันครับ

ภาษาอังกฤษแบบจีนวันนี้ ขอเสนอ.. นายกรัฐมนตรีจีน = Premier of the People’s Republic of China ที่เอามาบอกเพราะเขาไม่ใช้ Prime Minister เหมือนบ้านเราฮะ.....

Thursday, November 8, 2012

คุณลัดดา แทมมี่ ดั๊คเวิร์ธ

มีน้องๆแนะนำมาให้เขียนเรื่องของ ส.ส.หญิงสหรัฐเชื้อสายไทยคนแรก “พันโทหญิง ลัดดา แทมมี่ ดัคเวิร์ธ” ครับ (Lt.Col.Ladda Tammy Duckworth) ผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะนอกจากว่าเธอเพิ่งจะชนะการเลือกตั้งได้เป็น ส.ส.รัฐอิลลินอยส์ไปหมาดๆแล้ว คุณลัดดายังเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์คของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกในสมรภูมิที่อิรักจนสูญเสียขาทั้งสองข้าง เป็นหนึ่งในอเมริกันฮีโร่ในยุคนี้เลยทีเดียว ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมอาชีพ ผมก็จะขอเล่าประวัติของคุณลัดดาเพื่อเผยแพร่สักหน่อยนะครับ


คุณลัดดาเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกันครับ ตอนนี้อายุได้ 44 ปีแล้ว คุณพ่อเป็นนาวิกโยธินสหรัฐ ชื่อ Franklin Duckworth ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนคุณแม่คือ คุณละไม สมพรไพลินซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ  คุณลัดดานั้นเกิดที่กรุงเทพฯและก็ย้ายตามครอบครัวไปทั่วเอเชียเนื่องจากคุณพ่อทำงานให้กับองค์การสหประชาชาตินั่นเอง คุณลัดดาจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาวาย และปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์จาก George Washington University ต่อมาก็สมัครเข้าเป็นนายทหารกำลังสำรอง (ROTC) สังกัดกองกำลังสำรองอิลลินอยส์

พอคุณลัดดาเข้าไปเป็นทหารก็เลือกเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกสหรัฐ เพราะมีตำแหน่งในหน่วยรบเปิดสำหรับผู้หญิงเพียงไม่กี่ตำแหน่ง และ “นักบิน”ก็คือหนึ่งในนั้นด้วย  เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนการบินแล้วคุณลัดดาก็ได้มาเป็นนักบินประจำเครื่องแบล็คฮอว์ค และเป็นผู้บังคับหมวดหญิงคนแรกของหน่วยด้วย  ด้วยความที่มีนิสัยใจดีคุณลัดดาก็มักชงโกโก้ร้อนให้ทหารในหน่วยดื่มระหว่างช่วงฝึกตอนหน้าหนาว จนบรรดาทหารเรียกเธอว่า “ผู้หมวดคุณแม่” (Mommy Platoon Leader)

จนเมื่อปี 2004 หน่วยของคุณลัดดาก็ถูกเรียกไปเข้าร่วมสงครามรุกรานอิรัก  และในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2004 นั้นเอง บริเวณริมแม่น้ำไทกริส เฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์คที่คุณลัดดาเป็นนักบินก็ถูกฝ่ายอิรักยิงด้วยจรวดพุ่งตรงมาระเบิดใต้ที่นั่งของคุณลัดดาพอดี คุณลัดดาเล่าว่าเธอพยายามถีบ pedal เพื่อคอนโทรลเครื่อง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีเท้าทั้งสองข้างแล้ว  ส่วนนักบินที่บินด้วยก็พยายามวิทยุเรียก Mayday แต่วิทยุก็พังไปแล้วเช่นกัน


คุณลัดดาในเครื่องแบบนายทหาร
เมื่อเครื่องตกถึงพื้น ทุกๆคนที่เห็นสภาพคุณลัดดาก็คิดว่าต้องเสียชีวิตไปแล้วแน่ๆ เพราะไฟลุกไหม้หนัก ขาทั้งสองข้างขาดออกมากองอยู่ที่พื้น cockpit  ตัวคุณลัดดาเองก็ช็อคเพราะเสียเลือดอย่างหนัก ทีมกู้ภัยพยายามที่จะยื้อชีวิตเต็มที่แล้วพาเธอไปยังโรงพยาบาลสนามในแบกแดด แล้วย้ายไปยังโรงพยาบาลในเยอรมัน จนกระทั่งกลับมารักษาที่ศูนย์การแพทย์ทหารบก Walter Reed ในวอชิงตัน

คุณลัดดาได้รับเหรียญกล้าหาญ Purple Heart และเหรียญประดับเกียรติยศอีกมากมาย พร้อมทั้งได้เลื่อนยศเป็น “พันตรีหญิง” จากความกล้าหาญและเสียสละของเธอในสมรภูมิอิรักครับ ต่อมาก็ได้เลื่อนยศเป็น “พันโทหญิง” สังกัดกรมปฏิบัติการทางอากาศที่ 106 กองพลทหารราบที่ 28 (106th Aviation Regiment, 28th Infantry Division)

หลังจากวีรกรรมครั้งนั้น ทำให้คุณลัดดามีชื่อเสียงในสังคมอเมริกันและเข้ามาทำงานพรรคเดโมแครต (พรรคเดียวกับโอบามา) เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทหารผ่านศึกเมื่อปี 2009 ในยุคของโอบามานี่เอง แล้วก็เพิ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็น ส.ส.อิลลินอยส์เขต 8 ไปหมาดๆเมื่อไม่กี่วันก่อน และจะเริ่มรับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีหน้านี้ครับ กำลังใจที่สำคัญก็คือ ชุมชนคนลาวและคนไทยในพื้นที่เขต 8 ที่เชื่อมั่นว่าคุณลัดดาจะเป็นตัวแทนที่ดีให้พวกเขาได้....


ฮีโร่หญิงของสหรัฐฯผู้สูญเสียขาทั้งสองข้างจากสงครามอิรัก
ผมดูจากรูปและบทสัมภาษณ์ของคุณลัดดาแล้ว รู้สึกแว้บขึ้นมาในใจว่า  เมืองไทยเราน่าจะดูแลและให้คุณค่าทหารผ่านศึกของเรามากกว่านี้ มากกว่าแค่การทำดอกป๊อปปี้และขายสลากกินแบ่งครับ ทหารผ่านศึกคือผู้มีบุญคุณต่อประเทศชาติ เราอยู่กินนอนหลับสบายทุกวันนี้ก็เพราะเหล่าทหารที่....ปกป้องเป็นรั้วคุ้มครองแดนไทย เลือดเนื้อกายใจขอให้เป็นพลี มอบชีวิตเราเป็นผีเฝ้าปฐพี หากใครย่ำยีเหยียบแคว้นแผ่นดินไทย...(จบด้วยเพลงมาร์ชสี่เหล่าซะงั้น)