Wednesday, October 24, 2012

วลาดีเมียร์ ปูติน (2)

16 ตุลาคม 2012

..."วลาดีเมียร์ ปูติน ภาค2"... พอดีเมื่อวานเขียนเรื่องปูตินแล้วรู้สึกว่ายังเขียนจบไม่เรียบร้อยเท่าไร วันนี้ก็เลยอยากจะเขียนขยายเพิ่มอีกสักหน่อยนะครับ อยากเล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่เกิดขึ้นกับสหายรัสเซียภายใต้เงื้อมมือปูติน แล้วก็เรื่องที่ปูตินใช้บริษัทน้ำมัน Gazprom มาเป็นประโยชน์ทางการเมืองด้วย

เราคงจำกันได้ว่าช่วงปี 90s นั้นคือสมัยที่สหภาพโซเวียตแตกออกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย เช่น รัสเซีย, ยูเครน, จอร์เจีย, เบลารุส, คาซัคสถาน (แล้วก็บรรดาประเทศที่ลงท้ายว่า 'สถานๆ' ทั้งหลาย) แต่อย่างไรก็ดี รัสเซียของปูตินก็ยังคงใหญ่ที่สุด ครองทรัพยากรสูงสุดและมีกำลังทหารเข้มแข็งที่สุดเหมือนเดิม

สื่อมวลชนต่างประเทศต่างขนานนามเขาว่า "ซาร์แห่งรัสเซีย" และ "จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิรัสเซียใหม่" ด้วยเหตุที่ปูตินใช้ทั้งไม้แข็ง, วิถีสายลับและกลยุทธ"น้ำมัน" เข้าควบคุมบรรดาประเทศอดีตโซเวียตได้อยู่หมัด ไม่ให้ชาติตะวันตกก็คือ สหรัฐอเมริกา เข้ามามีอิทธิพลได้ดังใจหวัง....มีตัวอย่างดังนี้ฮะ

เมื่อปี 2008 กลุ่มนาโต้ (นำโดยเมกา) พยายามรุกเข้ามาชวนประเทศจอร์เจียเข้านาโต้ แล้วก็สนับสนุนให้ ปธน.ของจอร์เจียกวาดล้างชนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นคนรัสเซียเสียให้เกลี้ยง ปธน.จอร์เจียก็คึกจัดเพราะเห็นว่าเมกาให้ท้ายก็เลยยกพลไปบุกชนกลุ่มน้อยเชื้อสายรัสเซีย

...ปูตินซึ่งหมั่นไส้จอร์เจียมานานก็เลยสั่งกองทัพรัสเซียยกทหาร 90,000 นาย รถถัง 800 คัน เครื่องบิน 360 ลำเข้าถล่มจอร์เจียจนราบเป็นหน้ากลอง พอเมกาเห็นรัสเซียเอาจริงก็นิ่งเงียบไม่มาช่วยจอร์เจีย.... ปูตินเห็นว่า "ข้อความ"ที่เขาต้องการสื่อนั้นสัมฤทธิ์ผลแล้วก็ยกพลกลับ พร้อมบอกว่า "นี่คือสงครามสั่งสอนผู้รุกราน"
เส้นทางเดินท่อก๊าซของ Gazprom ทั่วยุโรป

นอกจากกำลังทหารแล้ว ปูตินก็ใช้บริษัทน้ำมัน Gazprom เข้าควบคุมพลังงานของยุโรปและชาติอดีตโซเวียตทั้งหลาย เพราะ Gazprom (รัฐบาลรัสเซียถือหุ้น 50%) ครอบครองแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกและต่อท่อก๊าซกระจายจำหน่ายไปทั่วยุโรป จนเรียกได้ว่าขณะนี้รัสเซียควบคุมเส้นเลือดหลักของยุโรปเรียบร้อยแล้ว เคยมีนักธุรกิจรัสเซียนามว่า Abramovich พยายามตั้งบริษัทแข่งกับ Gazprom โดยต่อท่อก๊าซอีกเส้นทางหนึ่ง แต่พี่แกก็โดนลักพาตัวไปเรียบร้อยโรงเรียนรัสเซียนะฮะ...(อันนี้ออกแนวสยองนิดๆ)

ครั้งหนึ่งยูเครนเคยแข็งข้อต่อรัสเซียโดยเลือกปธน.ที่แอนตี้รัสเซีย ปูตินก็เลยสั่งปิดท่อก๊าซและน้ำมันทั้งหมดที่ส่งเข้ายูเครน ทำเอาชาวยูเครนต้องจุดเทียนกันทั้งประเทศอยู่พักใหญ่ๆ.....แถมอีตาปธน.Yushchenko ก็โดนวางยาพิษเสียจนเสียโฉม จนภายหลังต้องลาออกแล้วตั้งคนที่ปูติน approve ขึ้นมาแทน
Gazprom

Gazprom นั้นปัจจุบันครองตำแหน่งผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่สองของโลกในเรื่องก๊าซธรรมชาติครับ แทบจะเรียกได้ว่ารัสเซียนั้นมีกำลังการผลิตเหนือกว่าซาอุดิอาระเบียแล้ว และปูตินก็ใช้ประโยชน์จาก Gazprom ได้ดีเยี่ยมเพราะปูตินมองเห็นว่า "พลังอำนาจของรัสเซียในอนาคต" นั้นมิได้อยู่ที่จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ แต่อยู่ที่ "น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ"

....ไม่แปลกใจใช่ไหมครับที่ทำไม "วลาดีเมียร์ ปูติน" ชนะเลือกตั้งอีกครั้ง และกลับมาเป็นประธานาธิบดีรัสเซียสมัยที่ 3 ในวันนี้?....

ปล. สำหรับเพื่อนๆนักบินที่สงสัยว่าจะไปบินให้ Gazprom ได้ไหม? ผมก็ลองหาข้อมูลดูก็เจอว่า Gazprom มีบริษัทลูกชื่อ GazpromAvia มีเครื่องบินอยู่ 34 ลำ มีเฮลิคอปเตอร์ไว้บินรับ-ส่งพนักงานแท่นน้ำมันอีก 106 ลำ.....และใช้เฮลิคอปเตอร์สัญชาติรัสเซียทั้งหมดครับ เช่น Mi-8, Mi-2, Ka-26 ใครอยากไปก็คงต้องเรียนภาษารัสเซียนก่อนนะฮะ....

ปล.2 แนวทางของปูติน บางคนอาจคิดว่าโหด....แต่เราอย่าลืมว่ารัสเซียในยุคที่โซเวียตแตกนั้น ตามท้องถนนมีแต่มาเฟีย, โสเภณี, โจร และคนยากจนนะครับ การจะฟื้นฟูบ้านเมืองที่บอบช้ำนั้น จำเป็นที่ต้องมีผู้นำที่สุดขั้วเช่นกัน

วลาดีเมียร์ ปูติน (1)

15 ตุลาคม 2012

..."วลาดิเมียร์ ปูติน"...เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักบุรุษเหล็กแห่งรัสเซียคนนี้อยู่แล้วนะครับ วันนี้ผมก็อยากจะเล่าถึงปูตินในแง่ที่เป็นอดีตสายลับเคจีบีผู้รักชาติอย่างแรงกล้า และเป็นผู้พลิกชะตากรรมรัสเซียให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เส้นทางชีวิตของปูตินนี่...ไม่ธรรมดาเลย

ปูตินนั้นเป็นอดีตประธานาธิบดีสองสมัยของรัสเซียครับ ตอนนี้อายุได้ 60 ปีแล้ว ชีวิตของเขานั้นเรียกได้ว่า
เจริญงอกงามขึ้นมาจนวันนี้ด้วยความเป็นสายลับเคจีบีและหยิ่งทะนงในความยิ่งใหญ่ของชนชาติรัสเซียของเขามาก ตอนนี้ปูตินเป็นผู้มีอิทธิพลตัวจริงของรัสเซีย เพราะประธานาธิบดีรัสเซียคนก่อน (เมดเดเยฟ) ก็คือเด็กในคาถาของปูตินนั่นเอง

เล่าถึงสมัยเด็กๆสักนิดละกัน ตอนปูตินอายุได้ 16 ปีนั้น เขาดูหนังสงครามโลกและอยากเป็นสายลับมากๆ จนถึงกับเดินไปที่สำนักงานเคจีบีในเลนินกราด แล้วขอสมัครเป็นสายลับ เล่นเอาจนท.เคจีบีหัวเราะแล้วบอกเค้าว่า "ไอ้หนู เธอไม่มีสิทธิเลือกหรอก เคจีบีเป็นผู้เลือกเองว่าใครจะเป็นสายลับ" ปูตินก็เลยกลับมาเรียนนิติศาสตร์จนจบด้วยคะแนนยอดเยี่ยม และเคจีบีก็เข้ามาทาบทามจนได้เป็นสายลับสมใจ


โลโก้เคจีบี

ชีวิตการทำงานสายลับของเขานั้นไม่ค่อยมีบันทึกไว้ เท่าที่หาประวัติก็พบเพียงว่า ปูตินเข้าสู่วงการเมืองในยุคที่โซเวียตแตกเป็นเสี่ยงๆ รัสเซียตกต่ำจนถึงกับข้าราชการไม่มีเงินเดือนกิน ชาวบ้านยากจน ขุมทรัพยากรต่างๆของรัฐก็โดนตระกูลผู้มีอิทธิพล 4-5 ตระกูลครอบครองหมด คอรัปชั่นเบ่งบานไปทุกหัวระแหง

หนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่โดนขายทอดตลาดแล้วโดนบรรดาตระกูลมาเฟียยึดไว้ก็คือ Gazprom ซึ่งเป็นหน่วยงานปิโตรเลียมของรัฐ (คล้ายๆปตท.เรานี่แหละ) โดนขายออกเป็นบริษัทเอกชน รายได้แทบไม่กลับมาช่วยเหลือรัฐและประชาชน (อันนี้ยิ่งคล้าย ปตท.เข้าไปใหญ่)

ยุคนั้นปูตินได้เป็นผอ. FSB (ก็อดีตหน่วย KGB ซึ่งเทียบได้กับเป็น ผอ.CIA นั่นเอง) ในยุคของปธน.เยลต์ซิน และปูตินก็ใช้ทักษะสายลับช่วยเหลือเยลต์ซินและบรรดาตระกูลมาเฟียนี่เหมือนกัน จนกระทั่งได้รับความไว้ใจให้เป็น ปธน.ต่อจากเยลต์ซินเมื่อคราวที่เยลต์ซินล้มป่วย โดยปูตินให้สัญญาลูกผู้ชายกับเยลต์ซินว่า "จะไม่แตะต้องเยลต์ซินไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น"

ทันทีที่ปูตินขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดี เขาก็เช็คบิลกับบรรดาตระกูลมาเฟียเหล่านี้ทันที แล้วยึดบริษัทน้ำมัน Gazprom กลับมาให้รัฐถือหุ้นใหญ่ต่อ ส่วนพวกหัวโจกตระกูลนั้นโดนตามเชือดจนต้องหนีออกนอกประเทศไป ส่วนกบฏเชชเนียซึ่งอาจหาญลองของวางระเบิดในมอสโคทันทีที่ปูตินรับตำแหน่งจนคนรัสเซียตายไป 300 กว่าคนนั้น ปูตินสั่งปราบกบฏเชชเนียชนิดที่ได้เรียกว่าโหดสุดๆจนแทบจะสูญพันธุ์ไปเลย จนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วถึงความเด็ดขาด จนวันนี้เชชเนียเหลือหัวหน้าหน่อมแน้มหนึ่งคนชื่อ Ramzan Kadyrov ที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรแล้ว...
เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ Kursk

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แสดงถึงความเด็ดขาดของปูตินคือ เมื่อครั้งที่เรือดำน้ำ Kursk ของรัสเซียจมอยู่ก้นมหาสมุทรและรัสเซียไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้ บรรดาชาติอื่นๆเช่น สหรัฐฯ, อังกฤษ และสวีเดนก็ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่ปูตินก็รู้ดีว่าเทคโนโลยีเรือดำน้ำรัสเซียนั้นคือหนึ่งในความลับสุดยอดของชาติ ปูตินจึงตัดใจยอมให้ลูกเรือของเรือดำน้ำ Kursk สละชีพตายยกลำอยู่ก้นทะเล ไม่ยอมให้ความลับชาติรั่วไหล...

ชนรัสเซียนั้นชื่นชมปูตินมาก ด้วยความคิดที่ฝั่งรากลึกว่า "เคจีบีไม่มีวันทรยศชาติ" มีกลุ่มวัยรุ่นเป็นแฟนคลับปูตินมากมายทั่วประเทศ เพราะปูตินสามารถทำให้ GDP สูงขึ้น 7 เท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจาก 80$ เป็น 640$ ต่อเดือน ความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก

ปูตินนั้นเล็งเห็นว่าหากให้รัสเซียจมอยู่กับมาเฟียและผู้อิทธิพลต่อไป ชาติของเขาก็จะกลายเป็นขยะ ปูตินรักมาตุภูมิของเขาอย่างแรงกล้า จึงต้องใช้ยาแรงในการล้างบาง การปกครองระบอบปูตินนั้นเรียกได้ว่าเป็น "เผด็จการทุนนิยม" แบบเดียวกับจีนครับ วันนี้บริษัท Gazprom ของรัสเซียผลิตก๊าซธรรมชาติได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นผู้ครองแหล่งน้ำมันมหาศาลทางตะวันตกของไซบีเรีย นำความมั่งคั่งมาสู่รัสเซียเหลือคณานับ เพราะยุโรปแทบจะทั้งทวีปพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซีย....

ปล. บุคลิกของปูตินนั้น เรียกได้ว่าน่ากลัวและนิ่งมาก กระทั่งปธน.จอร์จ บุช กล่าวว่า "เมื่อผมมองเข้าไปในดวงตาของเขา ผมรู้สึกเหมือนโดนอ่านทะลุไปถึงวิญญาณ"

ปล.2 ขอบคุณที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ครับ วันนี้เขียนยาวมาก แต่ผมก็สนุกมาก :) เรื่องของปูตินนั้นมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากมาย เขียนอีกวันก็ไม่จบ

 

เฮลิคอปเตอร์ Offshore

11 ตุลาคม 2012

….”เฮลิคอปเตอร์ offshore”...มีเพื่อนๆบอกให้ลองเขียนเล่าเรื่องที่ทำงานบ้าง คือผมก็บินเฮลิคอปเตอร์เหนือทะเลจากฝั่งออกไปยังแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยน่ะครับ ก็เลยจะเล่าให้ฟังว่าเฮลิคอปเตอร์แบบที่ผมบินเนี่ย มันมีสเป็คพิเศษต่างจากเฮลิคอปเตอร์ทั่วๆไปยังไง จะพยายามใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายๆดูนะครับ

เฮลิคอปเตอร์รุ่นที่ผมบินคือ Sikorsky S-76 ครับ เรียกสั้นๆว่า S-76 ผู้ผลิตก็คือบริษัท Sikorsky (อ่านว่า “ซิ-คอส-สะ-กี้”) นั่นเอง ซึ่งดูจากชื่อก็คงพอเดาออกว่าเป็นชื่อรัสเซีย เพราะคุณ Igor Sikorsky ผู้ก่อตั้งบริษัทเนี่ยพื้นเพเดิมเป็นคนรัสเซีย แต่ต่อมาก็อพยพย้ายมาอยู่อเมริกาเมื่อปี 1919 แล้วก็ตั้งบริษัท Sikorsky ขึ้นมาผลิตเฮลิคอปเตอร์ จนปัจจุบันมีมากมายหลายแบบเลยครับ....

เฮลิคอปเตอร์ Sikorsky S76 C++

หากเปรียบเทียบแล้ว Sikorsky ก็เปรียบเสมือนโตโยต้า ที่ผลิตเฮลิคอปเตอร์รุ่นมาตรฐานทั่วๆไปออกมาน่ะครับ แต่พอจะเอาไปทำอะไรพิเศษๆก็ต้องเอาไปโมดิฟาย (เหมือนเอารถเก๋งไปแต่งเป็นรถแข่งน่ะครับ) ทีนี้พอจะเอาเจ้า S-76 ไปบินเหนือทะเล ก็ต้องเพิ่มอุปกรณ์พิเศษเข้าไปเพื่อให้ปลอดภัยมากขึ้น ก็เลยต้องส่งเจ้า S-76 เนี่ยไปที่บริษัท Heli-One ซึ่งรับแต่งเฮลิคอปเตอร์ให้มาบินเหนือทะเล โดยเพิ่มออปชั่นหลักๆเข้าไปดังนี้ครับ

1. ติดทุ่นลอยน้ำ หรือ Float เข้าไป เพื่อกรณีที่ว่าเฮลิคอปเตอร์ตกน้ำ ก็จะได้มีทุ่นกางออกมาพยุงให้เฮลิคอปเตอร์ลอยน้ำอยู่ได้พักนึง ให้เวลานักบินกับผู้โดยสารหนีออกมาข้างนอกได้สักหน่อย ไม่ใช่ตกน้ำปุ๊บแล้วจมดิ่งพรวดยาวไปก้นทะเลเลย ทีนี้เจ้าระบบทุ่นเนี่ยก็จะมีตัวเซ็นเซอร์อยู่ใต้ท้องเครื่อง พอเซ็นเซอร์มันสัมผัสได้ว่าท้องเครื่องจมอยู่ในน้ำ มันก็จะให้ทุ่นกางออกมาเองโดยอัตโนมัติด้วย....เผื่อนักบินลืมหรือกำลังยุ่งอยู่

2. แพชูชีพ (Life Raft) ทีนี้ถ้าสมมติว่าเครื่องตกน้ำไปแล้ว นักบินและผู้โดยสารออกมาลอยคอ เราก็จะต้องมีแพชูชีพซึ่งจะพับเก็บอยู่ใต้ท้องเครื่องเช่นกันครับ เจ้า S-76 ของผมก็มีแพชูชีพอยู่สองอัน (ซ้าย-ขวา) ข้างในแพก็จะมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบครัน มีหลังคากันแดดให้พร้อม เผื่อนั่งรอคนมาช่วยนานๆจะได้ไม่ร้อน
อากาศแบบนี้...ใช้เรด้าร์ดีที่สุดฮะ

3. เรด้าร์ตรวจอากาศ คืออันนี้เนี่ยเป็นออปชั่นที่ใครๆก็ติดได้ แต่เครื่องที่เอามาบินเหนือทะเลมหาสมุทรแบบผมนี่จำเป็นมาก เพราะทะเลเวลาเป็นพายุนี่มันน่ากลัว เรด้าร์แบบนี้จะช่วยทำให้ผมมองเห็นกลุ่มเมฆฝนหรือกลุ่มพายุล่วงหน้าได้เป็นร้อยไมล์เลย ก็จะช่วยให้บินซอกแซกหลบไปหาเส้นทางที่ท้องฟ้าโล่งๆได้ นักบินก็สบายใจ ผู้โดยสารก็จะได้หลับสบาย

4. GPS นี่ก็จำเป็นเพราะท้องทะเลนี่มันไม่มีป้ายบอกทาง หรือแลนด์มาร์คอะไรที่จะช่วยไม่ให้หลง จะลงจอดแวะถามทางจากเรือประมงก็คงจะไม่ควร การที่มีจีพีเอสก็จะช่วยได้อย่างมากเพราะบางทีแท่นน้ำมันบางแท่นเค้าก็ย้ายไปขุดตรงโน้น ย้ายมาขุดตรงนี้ ผมก็ต้องอาศัยพิกัดจีพีเอสนี่แหละครับช่วยนำทางไปจนเจอ

5. ตัวส่งสัญญาณฉุกเฉิน หรือ Crash Position Indicator ที่จะดีดตัวออกจากเครื่องอัตโนมัติเมื่อเครื่องจมน้ำ แม้มันจะดีดออกไปไม่ไกลจากตัวเครื่องมาก แต่ก็เพื่อที่มันจะได้ไม่จมลงไปพร้อมกับเครื่องไงครับ เจ้าตัวนี้ทำหน้าที่ส่งคลื่นวิทยุขอความช่วยเหลือออกไปหาหน่วยกู้ภัยบนฝั่งครับ (ถ้าดูในรูปจะเห็นเป็นกล่องกลมๆสีส้มอยู่ตรงหางน่ะครับ)

ส่วนเรื่องเครื่องยนต์นั้น อันนี้เป็นสเป็คที่ตามกฎหมายเค้าบอกมาเลยว่า เฮลิคอปเตอร์ที่มาบินเหนือทะเลจะต้องมีอย่างน้อยสองเครื่องยนต์ เผื่อเครื่องยนต์ไหนดับไป จะได้เหลืออีกเครื่องให้ประคองบินอยู่บนฟ้าได้ต่อไป แม้โรงงานผู้ผลิตจะรับประกันว่าโอกาสที่เครื่องยนต์นึงจะดับมีเพียง 1 ใน 100,000 ชม.บินเท่านั้นก็ตามที เพราะเราคงไม่ทราบหรอกครับว่าวันไหนเราจะดวงจู๋หรือเปล่า....

อุปกรณ์พิเศษที่ผมเล่ามาก็เป็นเพียงเล็กๆน้อยๆครับ จริงๆยังมีอะไรอีกเยอะแยะรวมทั้งมีข้อกำหนดเล็กๆน้อยๆอีกเช่นว่า ประตูและหน้าต่างทุกบานจะต้องสามารถถอดออกได้ (เผื่อกรณีฉุกเฉิน), นักบินและผู้โดยสารจะต้องสวมเสื้อชูชีพตลอดเวลา เป็นต้น
S-76 เวลาบินบนท้องฟ้า....สวยงามมาก

เฮลิคอปเตอร์ที่บินเหนือทะเลนั้นมีมากมายหลายแบบหลายยี่ห้อ ส่วนตัวผมน่ะ ชอบเครื่องรุ่น S-76 เวลาบินอยู่บนฟ้ามากๆ เพราะรูปร่างงามงดจริงๆ ดูแล้วเหมือนปลาโลมาที่กำลังว่ายอยู่บนฟ้าครับ นี่ละครับ เครื่องที่ผมใช้บินทำงานอยู่ทุกวัน ……

ปล. รูปนี้นี่ผมเป็นนายแบบเองฮะ ตอนแรกจะหารูป S-76 สวยๆมาลงแต่หาไม่ได้ ก็เลยเอารูปตัวเองละกันงั้น 5555

BVLGARI

10 ตุลาคม 2012

..."BVLGARI" หรือ "บุลการี" วันนี้อยากลองเขียนถึงแบรนด์บุลการีดู เพราะวันก่อนไปลองน้ำหอมแบรนด์นี้แล้วติดใจ เพราะหอมแบบมีระดับดี (ราคาก็ผู้ดี๊ผู้ดีมาก) ผสมกับเคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้จากหนังเรื่อง "Ocean Eleven" ด้วยครับผม

...คำว่า BVLGARI นี้จริงๆก็อ่านว่า Bulgari นี่ละครับ เพียงแต่เจ้าของเขาต้องการใช้ภาษาลาติน เพราะตัว V นั้นก็คือตัว U ในลาติน ส่วนการที่ยังคงใช้ BVLGARI จนปัจจุบันนั้นน่าจะเป็นเพราะว่าแบรนด์นี้ผู้ก่อตั้งเป็นช่างเงินชาวกรีก นามว่า Sotirio Voulgaris ซึ่งในกาลต่อมาเขาย้ายมาเปิดร้านที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ทั้งนี้ Voulgaris นั้นก็อ่านว่า Bulgari ในภาษาอิตาเลียนครับ

จูลีแอนน์ มัวร์ นางแบบ BVLGARI

แบรนด์บุลการีนี้อายุได้เกือบๆ 130 ปีแล้ว โดยโด่งดังมาจากการผลิตอัญมณี (Jewelry) ครับ ด้วยเอกลักษณ์ในการดีไซน์ที่สวยงามผสมผสานระหว่างศิลปะกรีกและโรมันจนเติบโตเป็นแบรนด์เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง แบรนด์นี้ให้ภาพลักษณ์อัญมณีราคาแพงจนหนังแนวขโมยไฮโซ เช่น Ocean Eleven ก็เอาแบรนด์นี้มาเล่นด้วย กระทั่ง Iron Man ก็สวมนาฬิกาบุลการี รุ่น Diagono ปรากฏในฉาก

บุลการีมุ่งผลิตเครื่องประดับอัญมณีอย่างเดียวจนกระทั่งช่วงปี 1970 จึงเริ่มผลิตนาฬิกาครับ ซึ่งทุกเรือนจะมี serial number เฉพาะตัว ต่อมาช่วงปี 1990 ก็เริ่มผลิตน้ำหอม ตามด้วย accessories อย่างอื่นเช่น แว่นตา กระเป๋า เป็นต้น ....ส่วนตัวผมชอบกลิ่นน้ำหอมบุลการี Extreme For men ครับ

นอกจากข้าวของเครื่องใช้แล้ว เมื่อปี 2001 บุลการีก็ก้าวสู่ธุรกิจสปา ตามด้วยโรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นระดับไฮเอนด์ห้าดาวเช่นกัน ตอนนี้มีอยู่ 3 แห่งคือ มิลาน, ลอนดอน และสาขาที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ "บาหลี" โดยได้รับการโวทจากแม็กกาซีน Smart Travel Asia ให้เป็นโรงแรมที่น่าพักอันดับสองของเอเชียเลยนะฮะ
โรงแรมบุลการี บาหลี

ผมแอบเข้าไปดูราคาที่บาหลีมา เริ่มต้น 1 ห้องนอนโอเชียนวิววิลล่าคืนละ 900$ (27,000 บาท) ส่วนแพงสุด 3 ห้องนอนบุลการีวิลล่าคืนละ 6,000$ (180,000 บาท) มองเห็นมหาสมุทรอินเดียด้วย ใครจะเมตตาพาไปเที่ยว ผมขอนอนเตียงเสริมก็ได้ครับ 555 แพงระยับจับใจจริงๆ (....ส่วนของที่ป่ามะพร้าวผมเป็นอ่าวไทยวิวฮะ สวยไม่แพ้กันนะขอบอก)

ปล. ตอนนี้แบรนด์บุลการีก็อยู่ภายใต้บริษัทฝรั่งเศสนามว่า LVMH (Moet Hennessy Louis Vuitton) ครับ ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าหรูไว้เพียบ เช่น Louis Vuitton, Marc Jacob, Tag Heuer, Loewe, Givenchy, Christian Dior, Fendi ฯลฯ

ปล.2 นางแบบในภาพคือ Julianne Moore ครับ เป็นแคมเปญโฆษณาที่ดังเมื่อสองปีก่อนเพราะภาพค่อนข้างวาบหวิว (ที่ผมเลือกมานี่ ดูเรียบร้อยสุดละฮะ) ส่วนนางแบบคนอื่นๆของบุลการีก็มี Rachel Weisz แล้วก็ Kirsten Dunst เป็นต้น

บริษัทน้ำมันบิ๊กไฟว์ของโลก

7 ตุลาคม 2012

..."บริษัทน้ำมันบิ๊กไฟว์ของโลก"....คือไหนๆผมก็อยู่ส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ด้วย วันนี้ก็เลยขอเขียนเรื่องบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 5 แห่งนะครับ หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Supermajor เพราะบางคนอาจคิดว่า "เชฟรอน" คือบริษัทที่ใหญ่ที่สุด แต่จริงๆแล้วไม่ใช่.....

บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 5 แห่งนั้นคือ.....


1. ExxonMobil : เอ็กซอนโมบิลนี่คือยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดครับ เป็นบริษัทที่มีรายรับสูงสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุด
ในโลก (คู่คี่กันมากับวอลล์มาร์ท) มีกำเนิดมาจากสแตนดาร์ดออยล์ของ คุณร็อคกี้เฟลเลอร์ (มหาเศรษฐีเหล็กของโลก) ต่อมาก็มารวมตัวกับโมบิล กลายเป็น ExxonMobil สำหรับในเมืองไทยนั้นก็ยังใช้ชื่อ Esso ด้วย แต่ในเมืองไทยนั้นไม่มีการขุดเจาะน้ำมันครับ มีแต่โรงกลั่นอยู่ตรงแหลมฉบั

เอสโซ่นั้นอยู่คู่เมืองไทยมานาน ทั้งรายการ"ความรู้คือประทีป" และสโลแกน "จับเสือใส่ถัง พลังสูง" นั่นเอง และเอสโซ่นั้นเป็นปั๊มเดียวที่มีสาขาในพระราชวังสวนจิตรลดาครับ :)

2. Chevron Corp: เชฟรอนเป็นยักษ์ตัวที่สองรองลงมาครับ เชฟรอนนั้นกำเนิดจากสแตนดาร์ดออยล์เช่นเดียวกัน แต่แยกทางกันเดิน ต่อมาก็มารวมตัวกับ Texaco (ปี2000) แล้วก็ไปซื้อยูโนแคลต่อในปี 2005 สำหรับในเมืองไทยนั้น เชฟรอนขุดเจาะในอ่าวไทย แต่ไม่มีโรงกลั่นครับ (สลับกันกับเอสโซ่) บางคนอาจคุ้นๆชื่อยูโนแคลในเมืองไทยตอนพายุเกย์ถล่ม ตอนนี้ไม่มียูโนแคลแล้ว...มีแต่เชฟรอนในอ่าวไทยครับ

3. BP (British Petroleum): บีพีเป็นยักษ์ตัวที่สามครับ และเป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แม้ในเมืองไทยเราจะไม่โด่งดังเท่าไร แต่บีพีนี่มีธุรกิจบริษัทลูกกระจายไป 80 ประเทศ ลงทุนไปหลายแห่งมากรวมทั้งรัสเซียและอ่าวเม็กซิโก (ที่ฉาวไปทั่วโลกตอนวิกฤติน้ำมันดิบปนเปื่อนเมื่อสองปีก่อนไง)
แคมเปญโปรโมทก๊าซหุงต้มในเมืองไทยของเชลล์

  4. Royal Dutch Shell : เชลล์นั้นเป็นอีกหนึ่งยี่ห้อที่คุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี คนสมัยก่อนมักเรียกว่า "ปั๊มตราหอย" นั่นไง เป็นบริษัทน้ำมันสัญชาติเนเธอร์แลนด์ผสมกับอังกฤษครับ ถูกก่อตั้งมาเพื่อสู้กับสแตนดาร์ดออยล์โดยเฉพาะ และก็สู้ได้สมฐานะเพราะอยู่ใน rank อันดับสองของตลาดหุ้นนิวยอร์กทีเดียว สำหรับในเมืองไทย....เราคงรู้จัก "เชลล์ชวนชิม" กันแน่นอน...เชลล์ขวนชิมนี้เป็นแคมเปญที่เชลล์ใช้เพื่อโปรโมทก๊าซหุงต้มในเมืองไทยเมื่อ 50 ปีก่อน โดยมี ม.ร.ว.ถนัดศรี เป็นผู้ดำเนินรายการจนกลายเป็นโลโก้มาจนปัจจุบัน

5. ConocoPhillips: โคโนโคฟิลิปส์นี้ คนไทยจะรู้จักในนามปั๊มเจ็ท (Jet) ครับ แต่ภายหลังโดน ปตท.ซื้อไปเมื่อปี 2008-2009 ด้วยมูลค่าประมาณหมื่นล้านบาท โดยซื้อทั้งปั๊มและร้าน Jiffy เลย การซื้อครั้งนี้ทำให้ ปตท.มีสาขาปั๊มเพิ่มขึ้นประมาณ 140 แห่ง ส่วนแบรนด์ปั๊มโคโนโค่นี้จะส่วนใหญ่แล้วอยู่ในอเมริกาเหนือครับ (ขอบคุณข้อมูลเรื่องปั๊ม JET จากเพื่อนๆและน้องๆครับผม)

อย่างไรก็ตาม...บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้าแห่งนี้ ควบคุมแหล่งพลังงานเพียง 6% ของทั้งโลก นอกนั้นล้วนเป็นของกลุ่มโอเปคและรัฐบาลอื่นๆซึ่งส่วนใหญ่อยู่แถบตะวันออกกลางครับ นอกนั้นก็มีบริษัทเช่น ปิโตรนาส (มาเลเซีย), ไชน่าเนชั่นแนลปิโตรเลียม (จีน), Gazprom (รัสเซีย), Petrobras (บราซิล) ที่เป็นยักษ์ใหญ่ที่ซุ่มเงียบอยู่นานเช่นกัน....

....สำหรับปตท.ของไทยแลนด์ ตอนนี้ขยายออกไปร่วมทุนกับชาวบ้านเค้าไปทั่วโลกไกลถึงแคนาดา....และมีหน้าที่เมคชัวร์ว่าคนไทยจะได้ใช้น้ำมันราคาแพงเท่าประเทศมองโกเลียโน้นน....

น้อย วงพรู

7 ตุลาคม 2012

...."น้อย วงพรู" หรือ คุณกฤษฎา สุโกศล แคลปป์ วันนี้ขอเขียนถึงพี่น้อยด้วยความนับถือในความติสท์และเท่ห์โคตรของพี่เค้านะฮะ ยิ่งได้ดูหนังเรื่อง "อันธพาล" ที่พี่น้อยรับบทนักเลงชื่อดังในยุค 2499 นามว่า "จ๊อด เฮาดี้" ที่เป็นเพื่อนสนิทของ "แดง ไบเล่ย์" แล้วยิ่งไปกันใหญ่
พี่น้อย กฤษฎา สุโกศล

พี่น้อยเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันครับ เป็นลูกชายคนเล็กของมิสเตอร์เทอร์เรนซ์ เอช แคลปป์ กับคุณกมลา สุโกศล (ซึ่งตอนนี้ได้หย่ากันแล้ว) เชื่ื่อว่าคงจำชื่อคุณกมลาได้จากเพลง "Live & Learn" ที่ร้องว่า "เมื่อวันที่ชีวิต...เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ..." กันได้นะครับ นั่นแหละฮะ แม่พี่น้อยเอง

ตระกูลสุโกศลนั้นจัดว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้หนึ่งของเมืองไทย โดยคุณกมล สุโกศล (คุณตาของพี่น้อย) เป็นนักธุรกิจที่มากความสามารถ ทำทั้งประกันภัย, เครื่องใช้ไฟฟ้า, รถยนต์ รวมทั้งเป็นเศรษฐีที่ดินหลายแปลงที่สำคัญในกรุงเทพฯ จนมีมรดกตกทอดมาถึงลูกหลานมากมาย ปัจจุบันบางคนอาจจะเคยขับรถผ่าน อาคาร "กมล สุโกศล" บนถนนสีลมนะครับ นั่นแหละของคุณตาพี่น้อยเอง

พี่น้อยมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่มีความเป็นศิลปินสูง เช่น คุณมาริสา สุโกศล (ที่ร้องเพลง "สักวันหนึ่ง" ที่เอาประกอบหนัง "สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก") หรือ คุณสุกี้ ที่ก่อตั้งค่ายเพลงเบเกอรี่ ทำให้เรามีเพลงเพราะๆฟังจากฝีมือพี่บอยด์จนวันนี้ ก็คงเป็นเพราะคุณแม่พี่น้อยที่สนับสนุนให้ลูก "ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข" นั่นเอง...

ตอนนี้พี่น้อยแต่งงานมีลูกสองคนแล้ว ภรรยาชื่อเมลานี (ลูกครึ่งจีน-สิงคโปร์) ครับ
โรงแรมเดอะสยาม

ใครอยากอุดหนุนผลงานพี่น้อย.....ผมแนะนำให้ไปพักโรงแรม The Siam ตั้งอยู่ใกล้ๆสะพานซังฮี้ครับ เป็นโรงแรมของพี่น้อยที่เพิ่งเปิดใหม่เอี่ยม สไตล์โคโลเนียลระดับโคตรหรู เพราะลงทุนไปพันล้านบาท สำหรับห้องพัก 39 ห้องเท่านั้นเอง (คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด) ตกแต่งสวยงามมาก ของตกแต่งในโรงแรมจะเป็นของเก่าโบราณในคอลเลกชั่นที่พี่น้อยสะสมไว้ฮะ

ใครสนใจก็ลองเข้าไปดู
www.thesiamhotel.com ละกันครับ

ซีอีโอเชฟรอน

4 ตุลาคม 2012

"CEO Chevron" พอดีวันนี้ได้มีโอกาสบินให้คุณ John Watson ซึ่งเป็นประธานบอร์ดและ CEO ของบริษัท Chevron Corporation สหรัฐอเมริกา ไปดูแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นามว่า"ปลาทอง"กลางอ่าวไทย ก็เลยอยากจะเขียนเล่าถึงคุณจอห์นว่า มีที่มาที่ไปยังไงกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นบิ๊กบอสของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ได้
คุณ John Watson

ตอนนี้คุณจอห์นอายุ 55 ปีแล้วครับ แต่เท่าที่ผมเห็นก็ยังดูอ่อนกว่าวัยมาก (ตัวสูงทีเดียว) เป็นประธานบอร์ด
และซีอีโอของเชฟรอนมาได้สองปีแล้ว คุณจอห์นนั้นถ้าดูจากประวัติก็ถือได้ว่าเป็นลูกหม้อของเชฟรอนเลย กล่าวคือ พอเรียนจบ MBA ตอนอายุ 23 ปั๊บก็เข้าทำงานที่เชฟรอนเลย เริ่มจากตำแหน่งนักวิเคราะห์การเงิน (financial analyst) แล้วก็เติบโตในสายงานด้านการเงินและธุรกิจมาตลอด จนมาถึงเป็น CFO ของ Chevron-Texaco

ตำแหน่ง CFO ก็คือ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (Chief of Financial Officer) ครับ....ก็ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในสายการเงิน

ผลงานที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ เป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารที่ผลักดันให้เชฟรอนกับ Texaco (ยักษ์ใหญ่น้ำมันในเท็กซัส) ควบรวมกิจการกันเมื่อปี 2000 ต่อมาคุณจอห์นก็เข้าสู่ตำแหน่งวางแผนและพัฒนาธุรกิจ เป็นประธานบริหารบริษัทลูกๆของเชฟรอนหลายแห่ง เช่น เชฟรอนแคนาดา, เชฟรอน-texaco oversea เป็นต้น จนมาเป็นรองประธานบอร์ดเชฟรอน แล้วก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในปัจจุบัน
ปั๊มน้ำมันเชฟรอนในแคลิฟอร์เนีย

บางคนอยากทราบว่า ซีอีโอเชฟรอนเงินเดือนเท่าไร ผมก็ลองไปหาได้มาจาก Forbes ครับ....เห็นแล้วสะดุ้งโหยง คือ

เฉพาะในปี 2011 ที่ผ่านมา คุณจอห์นรับค่าตอบแทนรวม 24.7 ล้านเหรียญสหรัฐครับ (คิดเป็นเงินไทยก็จะได้ราวๆ 750 ล้านบาท....โอ้ว...มาย...บุ๊ดด้า!!!) ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นเงินเดือนเพียง 1.26 ล้านเหรียญเท่านั้น ส่วนที่เหลือราวๆ 23.5 ล้านเหรียญคือ ค่าตำแหน่ง, ค่าชดเชย, ค่าผลตอบแทนหุ้นประจำตำแหน่ง ครับ

ตำแหน่งซีอีโอเชฟรอนนั้นจัดว่ารายได้ต่อปีสูงที่สุดในบรรดาซีอีโอบริษัทธุรกิจน้ำมันด้วยกัน เช่น ซีอีโอของเชลล์ ปีละ 210 ล้านบาท ส่วนซีอีโอบีพีได้ 105 ล้านบาท แต่อย่างไรก็เทียบกันลำบาก เพราะขนาดของบริษัทมันใหญ่เล็กต่างกันครับ

....มีลูกมีหลาน ก็ส่งเค้าไปเรียนการเงินหรือเรียนบริหารธุรกิจเถอะครับ รวยดี อย่าส่งไปเป็นนักบินเลย....แดดมันร้อน

ปล.คุณจอห์นเรียนจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์การเกษตรจาก UC Davis และปริญญาโทบริหารธุรกิจจาก U of Chicago ครับ เรียนจบปุ๊บก็เข้าเชฟรอนปั๊บ...จวบจนวันนี้

ปล.2 บอร์ดบริหารของเชฟรอนมี 11 คนครับ มีบุคลากรหลากหลายแบ็คกราวน์มาก เช่น อดีตทูตสหรัฐประจำ WTO, อดีตซีอีโอ Coca-Cola, อดีตซีอีโอ Northrop-Grumman (บริษัทผลิตเครื่องบินและอาวุธ), อดีตโปรเฟสเซอร์มหาวิทยาลัยเนบราสก้า และอื่นๆอีกหลายคน