Tuesday, October 23, 2012

การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า

28 กันยายน 2012

..."การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า"... เมื่อวานนี้ (27 กันยายน 2555) การบินไทยภูมิใจเปิดตัวเครื่องบินลำใหม่ Airbus A380 ซึ่งบินตรงมาจากเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส อันเป็นที่ตั้งโรงงานแอร์บัสนั่นเอง และตัวแอร์บัส 380 นี้ถือเป็นเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก(และน่าจะหรูที่สุดด้วยมั้ง) ผมก็เลยจะเขียนถึงสโลแกน "รักคุณเท่าฟ้า" เพื่อยินดีกับการบินไทยนะฮะ



แม้ตอนนี้การบินไทยจะออกแคมเปญโฆษณาใหม่ๆ เช่น "คุณคะ" หรือเปลี่ยนโลโก้ใหม่ออกมา แต่สโลแกน "รักคุณเท่าฟ้า" ก็ยังอยู่คู่การบินไทยมาตลอดนับแต่ปี 2521 โดยมีที่มาจากคำพูดเวลาพ่อแม่ถามลูกว่า "รักพ่อแม่แค่ไหน?" ลูกก็ตอบว่า "รักเท่าฟ้า" การบินไทยก็นำเอาคำว่า "รักคุณเท่าฟ้า" มาใช้เป็นชื่อวารสารภายในบริษัทก่อนจะกลายมาเป็นสโลแกนที่ติดหูคนไทยมาจนวันนี้

แล้วเมื่อตอนปี 2528 ครั้งที่วงคาราบาวและคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกา การบินไทยใจดีเป็นสปอนเซอร์ให้นั่งเครื่องการบินไทยฟรีไปจนถึงซีแอทเทิล คาราบาวก็เลยแต่งเพลง "รักคุณเท่าฟ้า" มอบให้การบินไทยเพื่อตอบแทนน้ำใจ เป็นเพลงมีเนื้อร้องเพราะๆสบายๆ ขับร้องโดยคุณเทียรี่ เมฆวัฒนา ว่า "หากฉันบินบินไปได้ดั่งนก ฉันจะบินบินไปในนภา หากฉันลอยล่องลมเหนือฟากฟ้า ฉันจะมองลงมายังพื้นดิน...." นั่นเอง ยิ่งเป็นการทำให้คำว่า"รักคุณเท่าฟ้า"เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ต่อมาเมื่อการบินไทยครบรอบ 50 ปีเมื่อปี 2553 ก็ได้ใช้เพลง "สัมผัสจากใจ" แต่งโดยคุณบอยด์ โกสิยะพงศ์ ขับร้องโดยคุณแพท สุธาสินี พุทธินันทน์ (ลูกสาวคุณเต๋อ เรวัติ) เป็นเพลงประกอบแคมเปญโฆษณาครบรอบ 50 ปี ซึ่งคุณบอยด์ก็เขียนเนื้อเพลงเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษด้วย ตั้งชื่อเพลงว่า "Touched by Thai" มีเนื้อหาเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวค้นหาสิ่งใหม่ๆในโลกกว้าง ตัวโฆษณาก็จะสื่อแนวอารมณ์การเดินทางของคนยุคใหม่ที่ทันสมัย

สำหรับเพลง"รักคุณเท่าฟ้า" นั้น ผมชอบตอนท่อนจบที่บอกว่า....

....กระแสเสียงเพลงนี้จากฟากฟ้าแสนไกล ฝากความในใจให้มวลหมู่ชนทุกคน อันความเป็นจริงที่มองเห็นมาจากฟ้าเบื้องบน ....ฟ้าอยู่ค้ำคน คนไม่อยู่ค้ำฟ้า....

คาราบาว รักคุณเท่าฟ้า

ส่วนตัวผมแล้วมองว่า การที่การบินไทยซื้อแอร์บัส 380 เข้ามานั้นเป็นไอเดียที่ดีในเชิงธุรกิจ เพราะเมื่อการบินไทยตัดสินใจเปิดบริษัทลูก "Thai Smile" มาเน้นในตลาดเที่ยวบินภายในประเทศแล้ว ตัวการบินไทยก็ดูจะวางโพสิชั่นตัวเองในธุรกิจเที่ยวบินระหว่างประเทศ หากการบินไทยยังอยากอยู่ในเลเวลระดับสายการบินพรีเมี่ยม ก็ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้อยู่รอดในตลาดที่คู่แข่งเช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ หรือ เอมิเรตส์ ก็ล้วนมีแอร์บัส 380 ให้บริการมาพักใหญ่ๆแล้ว ...ธุรกิจแบบนี้ แค่หยุดเดินก็ถือว่าเริ่มถอยหลังแล้วครับ...

อ้อ....คุณเทียรี่ เมฆวัฒนา ผู้ขับร้องเพลง "รักคุณเท่าฟ้า" นั้นเป็นลูกครึ่งไทย-สวีเดนครับ

ปราด้า (Prada)

27 กันยายน 2012

…”Prada”…ไหนๆก็พูดถึงแบรนด์เนมกระเป๋าไฮโซมาเยอะแล้ว ครั้นจะไม่พูดถึงปราด้าเลยก็ดูจะไม่สมบูรณ์นะครับ แม้ว่าประวัติศาสตร์ของปราด้าจะไม่นานจนขลังเหมือนหลุยส์ วิตตอง (158 ปี) หรือ แอร์เมส (175ปี) แต่ถ้าเทียบในวงการแฟชั่นแล้ว ปราด้าก็นับเป็นแบรนด์ระดับคลาสสิคแบรนด์หนึ่ง อายุได้ 99 ปีแล้วครับ



ปราด้านั้นเป็นแบรนด์สัญชาติอิตาลีครับ ก่อตั้งโดย Mario Prada เมื่อปี 1913 โดยเริ่มทำธุรกิจเครื่องหนัง รวมทั้งนำเข้ากระเป๋าถือสตรีจากอังกฤษมาก่อน และเริ่มโด่งดังเป็นแบรนด์ชั้นสูงในช่วงปี 90s ซึ่งเป็นยุคของหลานสาวชื่อ Miuccia Prada และสามีชื่อ Bertelli ซึ่งเป็นทั้งดีไซน์เนอร์ให้กับปราด้าเช่นกัน ในยุคนี้ ปราด้าก็ขยายออกเปิดห้องเสื้อ (Fashion House) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในยุโรป นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกเพราะทำให้ปราด้ามีกำไรราว 137 ล้านเหรียญ จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าตลาดหุ้นภายหลัง

ในเวลาต่อมาปราด้าก็แตกแบรนด์ออกมาเป็น Miu Miu (มิวมิว) ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ Miuccia นั่นเอง ซึ่ง “มิวมิว” นั้นจะเน้นลูกค้าเซเลบวัยหนุ่มสาวครับ ด้วยเห็นว่าแบรนด์ปราด้าอาจดูหรูและแพงเกินไป สินค้าก็เป็นทั้งเสื้อผ้าและกระเป๋าหนังเช่นกัน แต่สีสันจะสดใสกว่าปราด้า (....ขอสารภาพว่าตอนเห็นโลโก้ Miu Miu ผมนึกว่าแบรนด์ไทยชื่อ “กาเบ กาเบ” 5555)

กระเป๋าปราด้า รุ่น Saffiano

สำหรับกระเป๋าถือของสตรีนั้น ปราด้ามีชื่อเสียงมานานมาก แต่จุดเปลี่ยนคือในปี 1985 เมื่อปราด้าเปิดตัว Classic Prada Handbag เน้นจุดขายคือ ความเนี้ยบในการตัดเย็บหนังแท้ที่คงทนสวยงาม เช่น รุ่น Saffiano, Vitello และ Daino เป็นต้น แต่ราคาก็เนี้ยบเช่นกันคือ ประมาณ 4 หมื่นกว่าบาทขึ้นไปครับ ส่วนตัวผมนี่ผมว่ากระเป๋ารุ่น Saffiano ดูสวยคลาสสิคดีนะครับ ลองหาดูสิ

ขณะนี้รายได้กว่า 50% ของปราด้ามาจากกำลังซื้อของเศรษฐีใหม่ในจีนครับ ซึ่งในช่วงพีคสุดๆนั้น ยอดขายในจีนพุ่งขึ้นไปกว่า 70% ของยอดขายทั่วโลก เคยอ่านข่าวเจอว่าคนจีนกว้านซื้อปราด้าราวกับแจกฟรี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมตอนนี้ปราด้าจึงย้ายตัวเองจากตลาดหลักทรัพย์มิลานมาอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ในวันนี้ถึงยอดขายในจีนและเอเชียจะลดลงมากเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ปราด้ากรุ๊ปก็มีกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกนี้อยู่ 370 ล้านเหรียญสหรัฐอยู่ครับ ยอดขายหลักๆก็มาจากละแวกเอเชียแปซิฟิกนี่เอง

ปราด้านั้นเป็นแบรนด์หนึ่งที่ถูกก๊อปปี้มากที่สุดครับ ทั้งจากชาวจีนและชาวยุโรปด้วยกันเอง การปลอมสินค้าปราด้าระบาดไปทั่วจนกระทั่งปราด้าต้องโรงออกมาแนะนำให้ลูกค้าสังเกตสินค้าปลอม ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการตัดเย็บ, โลโก้ (บางทีก็เขียน Prado), ยี่ห้อซิป, คุณภาพหนัง จนในวันนี้ถ้าเราลองพิมพ์คำว่า “fake prada” เข้าไปในกูเกิ้ล ก็จะมีเว็บแนะนำการเช็คของปลอมทั้งเว็บไทยและเว็บฝรั่งมากมายไปหมดครับ
มิวมิว (Miu Miu) แบรนด์ลูกของปราด้า
ได้เคที่ โฮล์ม (ภรรยาทอม ครูซ) เป็นนางแบบปี 2012

คุณ Miuccia หลานสาวผู้ก่อตั้งและเจ้าของปราด้าในปัจจุบัน ถึงในวันนี้จะเป็นทั้งดีไซน์เนอร์และนักธุรกิจแฟชั่น แต่พื้นฐานการศึกษานั้นเธอจบปริญญาเอกสาขารัฐศาสตร์เชียวนะครับ

สำหรับผู้มีอำนาจตัวจริงในปราด้าในขณะนี้คือ Bertelli สามีของ Miuccia เพราะเป็นผู้กุมบังเหียนว่าทิศทางธุรกิจของปราด้าจะไปทางไหน Bertelli ผู้นี้เองที่ตัดสินใจขายหุ้น 25% ของ Fendi ที่ถืออยู่ไปให้กับเครือ LVMH (หลุยส์วิตตอง) เพื่อแก้ปัญหาหนี้ที่เฟนดิไปก่อไว้ไม่ให้มากระทบกับสุขภาพการเงินของแบรนด์ปราด้า

ทอม แคลนซี่ (Tom Clancy)

26 กันยายน 2012

…”Tom Clancy (ทอม แคลนซี่)” วันนี้เป็นรายการคุณขอมาครับ สำหรับท่านที่ไม่รู้ว่าลุงทอม แคลนซี่คือใคร ก็ต้องขอบอกว่าคือ นักเขียนนิยาย Best Seller ชาวอเมริกันที่โด่งดังในนิยายแนวจารกรรม, สายลับ, สงครามเย็น, หน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ แล้วก็ Power Play ของมหาอำนาจทั้งหลายครับ ความโด่งดังของนิยายเหล่านี้มาจากเนื้อหาที่ละเอียดลึกซึ้งราวกับลุงทอมแกเคยเป็นทหารหรือสายลับมาก่อน (ทั้งๆที่เคยทำงานบริษัทประกันภัยมาอย่างเดียวเท่านั้น)
ลุงทอม แคลนซี่

เป็นต้นว่าในนิยายที่เล่าถึงเรือดำน้ำหัวรบนิวเคลียร์ หรือ เรือบรรทุกเครื่องบินนั้น ลุงทอมเขียนได้ลึกซึ้งมากทั้งทางเทคนิคและทางยุทธศาสตร์ เช่น เล่าได้อย่างเห็นภาพว่าบนเรือบรรทุกเครื่องบินนั้น ทีมงานที่อยู่บนดาดฟ้าเรือแบ่งทีมตามสีเสื้ออะไรบ้าง สีอะไรทำหน้าที่อะไร พอเครื่องบินลงจอด คนไหนวิ่งไปจุดไหน.....ราวกับเคยทำงานบนนั้นเลยละ หรือ กระทั่งเวลาที่เรือดำน้ำจะยิงหัวรบนิวเคลียร์นั้น จะต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง เป็นต้น

ลุงทอมนั้นปัจจุบันอายุ 65 ปีแล้วครับ มีผลงานนวนิยายรวมได้กว่า 109 เล่มแล้ว (สงสัยเขียนปีละสองเล่ม) มีอยู่ 4 เล่มที่ได้เอามาถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ที่เรารู้จักดีคือ The Sum of All Fears, Clear and Present Danger, Patriot Games แล้วก็ The Hunt for Red October (ล่าตุลาแดง) ตัวละครเอกในบรรดานวนิยายขายดีของลุงทอมนั้น คือซีรี่ส์ของ แจ็ค ไรอัน ครับ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่แจ็ค ไรอันเข้าทำงานที่ CIA – เติบโตเป็นผู้อำนวยการ CIA – เป็นวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ – เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ – จนกระทั่งปัจจุบันลุงทอมก็เขียนมาจนถึงรุ่นลูกและรุ่นหลานของแจ็ค ไรอันแล้ว

มีผู้วิเคราะห์ว่าลุงทอมนั้นมีทัศนคติเป็นอเมริกันหัวอนุรักษ์นิยมและรักความเป็นชนชาติอเมริกันสูงมาก สังเกตได้ว่า “ผู้ร้าย” ในนิยายของลุงทอมก็คือ สหภาพโซเวียต, จีน, เกาหลีเหนือ, ซีเรีย, อิหร่าน, ญี่ปุ่น, อินเดีย, คิวบา ส่วน “พันธมิตร” ของสหรัฐฯ (พระเอก) ก็คือ อังกฤษ, ซาอุดิอาระเบีย, รัสเซีย, เกาหลีใต้, เยอรมัน, อิสราเอล เป็นต้น นักวิเคราะห์ยังมองว่า “นวนิยาย” ของลุงทอมนั้น คือ ส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อในยุคสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯกับโซเวียต อีกด้วย

ส่วนหนึ่งของนิยายขายดีของทอม แคลนซี่

ตอนนี้ลุงทอมก็เขียนเองด้วย แล้วก็มีนักเขียนคนอื่นเป็น Ghost Writer ด้วย (คือ เป็นคนอื่นที่เขียนนิยายร่วมแต่ใช้นามของลุงทอมเพื่อการค้า) รวมทั้งวีดีโอเกมส์ครับ เช่น Rainbow Six, Ghost Recon และ Splinter Cell แต่ลุงทอมไม่ได้ไปทำเกมส์กับเขาครับ ขายลิขสิทธิ์ชื่อตนเองเป็นจุดขายเฉยๆ

ใครที่สนใจและมีเวลาอยากอ่านดู ถ้าคิดว่าภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงนัก ก็แนะนำให้อ่านฉบับแปลที่แปลโดยคุณสุวิทย์ ขาวปลอด ครับ ซึ่งผมเคยซื้อมาอ่านแล้ว สำนวนการแปลก็ระดับเลิศทีเดียว ซึ่งคุณสุวิทย์นี่แทบจะเหมาแปลนวนิยายทุกเล่มของลุงทอม แคลนซี่เลยก็ว่าได้
หนึ่งในภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายของทอม แคลนซี่ครับ

ปล. ลุงทอมคือ หนึ่งในสามนักเขียนที่หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกขายได้มากกว่า 2 ล้านเล่ม อีกสองคนคือ เจ เค โรลลิ่ง (ผู้เขียนแฮรี่ พอตเตอร์) และ John Grisham (ผู้เขียน “The Firm” ที่กลายมาเป็นซีรี่ส์ดังในช่อง AXN น่ะครับ)

คุณเกรียงไกร กาญจนโภคิน

25 กันยายน 2012

..."คนเราต่างกันที่วิธีคิด"... ผมเคยได้ยินคำพูดนี้จากรุ่นพี่ตอนสมัยเป็นทหาร ซึ่งตอนนั้นก็ยังงงๆอยู่ พอโตมาก็ถึงได้เข้าใจว่า คนเราถึงจะการศึกษาเท่ากันแต่ก้าวหน้าต่างกันเพราะ "วิธีคิด" ใครที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดรอบด้าน กล้าคิดต่างจากแบบเดิมๆ จะทำให้โดดเด่น น่าสนใจและประสบความสำเร็จครับ.....
คุณเกรียงไกร กาญจนโภคิน

แล้วพอดีมาได้อ่านบทสัมภาษณ์คุณเกรียงไกร กาญจนโภคิน CEO ของ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด ซึ่งถ้าอยู่ในวงการอีเวนท์จะรู้ดีว่า....ที่นี่คือบริษัทอีเว้นท์อันดับหนึ่งของเมืองไทย และเป็นอันดับ 7 ของโลก ผลงานที่เห็นๆก็คือ เป็นผู้สร้างสรรค์ Thai Pavilion ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2010 น่ะครับ งานนั้นอลังการสวยงามมาก

คุณเกรียงไกรได้เล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ "วิธีคิดที่แตกต่าง" ของคนดังๆไว้ดังนี้ครับ

เรื่องแรก...วันหนึ่งคุณตัน โออิชิ มานั่งดูการผลิตแซนวิชของโออิชิ ซึ่งใช้คน 30 คนผลิตแซนวิชออกมา 20,000 ชิ้น โดยแซนวิช 1 ชิ้นใช้คน 6 คน คือ คนตัดขนมปัง, คนทาเนย, คนทาแยม, คนทามายองเนส, คนใส่ชีส และคนใส่แฮม (นี่ยังไม่นับการห่อพลาสติกนะ) คุณตันก็เห็นว่าใช้คนเยอะไป ก็เลยมาประชุมกับลูกน้องว่าทำไงดีถึงจะลดคนลดขั้นตอนได้ ลูกน้องก็บอกว่า "ไม่ได้ เพราะมันมีขั้นตอนเยอะ แล้วก็ทำมาแบบนี้ตั้งนานแล้ว"

คุณตันก็เลยลองให้เอา เนย แยม และมายองเนส มาผสมกัน แล้วทาทีเดียว (เพราะยังไงมันก็ไปผสมกันอยู่ดี) ปรากฏว่า....ลดเวลาและลดคนลงจากเดิม 30 คน เหลือแค่ 10 คนเอง

เรื่องที่สองคือ ตอนที่คุณเกรียงไกร เป็นผู้บริหารแกรมมี่ ก็เห็นว่าแกรมมี่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ (ที่เป็นแสตมป์ดวงเทาๆน่ะฮะ) เอามาแปะสัญญาที่ทำกับลูกค้าเดือนละหลายหมื่น คุณเกรียงไกรก็เลยถามฝ่ายกฎหมายว่าทำไมต้องแปะอากรแสตมป์ด้วย ฝ่ายกฎหมายบอกว่า "ถ้าไม่แปะ สัญญาจ้างงานก็จะไม่สมบูรณ์ เอาไปฟ้องร้องไม่ได้" เช่น เวลาลูกค้าจ้างแกรมมี่ไปจัดคอนเสิร์ต ถ้าลูกค้าไม่จ่ายตังค์ แกรมมี่ก็ต้องฟ้อง

Thai Pavillion ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โปที่เซี่ยงไฮ้ 2010

คุณเกรียงไกรก็เลยให้ฝ่ายกฎหมายแก้ไขวิธีเขียนสัญญาให้รัดกุมขึ้น คือ สัญญาจะระบุว่า ลูกค้าต้องจ่าย 50% หลังยืนยันการจัดงาน และอีก 50% ก่อนวันจริง 2 อาทิตย์ (แค่นี้ก็รัดกุมละ) ส่วนสัญญาที่จะแปะอากรแสตมป์นั้น จะต้องมีมูลค่าการจ้างสูงถึงวงเงินนึงเท่านั้น ก็เลยทำให้จำนวนสัญญาที่แปะอากรแสตมป์ลดลง

วิธีนี้ช่วยให้แกรมมี่ประหยัดค่าอากรแสตมป์ไปได้หลายแสนบาทต่อปีครับ

คนเรานั้นถ้ายึดติดอยู่กับวิธีคิดเดิมๆก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ ถ้าเราลองมานั่งมองดูงานที่ทำ แล้วคิดหาวิธีที่"ฉลาดขึ้น" เราอาจได้อะไรดีๆก็ได้นะ......ผมสังเกตว่า คนทั่วไปมักพูดว่า "ก็เขาทำกันมาแบบนี้ตั้งนานแล้ว" โดยที่ไม่รู้ว่า "เขา" เนี่ย....คือใคร?

ปล. งานเวิลด์ เอ็กซ์โป หรืองานเวิลด์ แฟร์ เป็นงานใหญ่ระดับโลก ที่แต่ละประเทศจะจัดแสดงใน Pavilion ของตัวเองว่าประเทศเรามีอะไรดี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนครับ ทำนองว่าเป็นการกำหนดแบรนด์ของประเทศนั่นเอง

ปล.2 ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ในปี 2020 ครับ โดยเสนอว่าจะจัดที่อยุธยา แต่ก็มีคู่แข่งคือเมืองเซา เปาโลของบราซิล,นครดูไบ ของเอมิเรตส์ แล้วก็เมือง Yekaterinburg ของรัสเซียครับ

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

24 กันยายน 2012

..."เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์"....พอดีวันนี้เห็นภาพถ่ายพระบรมมหาราชวังที่สามีเพื่อนถ่ายออกมาได้สวยงามมากๆ  ก็เลยอยากจะเขียนอะไรสักอย่างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รักของคนไทยน่ะครับ นึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนเดือนพฤษภา ได้ไปขับรถดูไฟบนถนนราชดำเนินแล้วได้เห็นภาพ display บนเกาะกลางถนนเป็นรูปเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อลังการมาก ก็เลยอยากอธิบายว่า...คืออะไร

เอาความหมายก่อนละกัน....ทีละตัวอักษรเลยนะครับ

- เบญจ = ห้า
- ราช = พระราชา
- กะ = ฟ้า (ภาษาบาลี)
- กุ = ดิน (ภาษาบาลี)
- ธ = ทรงไว้
- ภัณฑ์ = สิ่งของ


รวมคำว่า "เบญจราชกกุธภัณฑ์" แปลว่า "สิ่งของห้าอย่างที่แสดงถึงอำนาจของพระราชาที่ทรงไว้เหนือฟ้าและดิน" ครับผม สิ่งของเหล่านี้มีห้าชิ้นครับผม คือ


1. พระมหาพิชัยมงกุฏ เป็นทองคำแท้สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 1 ครับ ต่อมารัชกาลที่ 4 ท่านให้เอาเพชรจากอินเดียไปประดับไว้บนยอดมงกุฏ 1 เม็ด ชื่อว่า "พระมหาวิเชียรมณี"

2. พระแสงขรรค์ชัยศรี ก็คือ พระแสงดาบนั่นเอง มีที่มาที่น่าสนใจมากๆครับ คือ เป็นดาบที่เชื่อว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองเขมรโบราณ แล้วก็จมอยู่ใต้ทะเลสาบเสียมราฐมานานจนกระทั่งมีชาวประมงไปงมเจอเข้า สมัยนั้นเขมรยังเป็นเมืองประเทศราชของไทยอยู่ ท่านเจ้าเมืองก็เลยนำพระแสงขรรค์นี้เข้ากรุงเทพฯมาถวายรัชกาลที่ 1 ระหว่างที่อัญเชิญพระแสงขรรค์เข้าประตูพระบรมมหาราชวังนี้ก็มีฟ้าผ่าลงที่ประตูวังทั้ง 2 ประตูที่พระแสงขรรค์นี้ผ่านเข้ามา รัชกาลที่ 1 ก็เลยตั้งชื่อประตูทั้งสองนี้ว่า "ประตูวิเศษไชยศรี" และ "ประตูพิมานไชยศรี" คล้องกับชื่อพระขรรค์นั่นเอ

3. ธารพระกร ก็คือ ไม้เท้าครับ สร้างจากไม้ชัยพฤกษ์หุ้มด้วยทองคำ หมายถึง การปกครองที่เปี่ยมด้วยพระปรีชาญาณเพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน

4. วาชวิชนี คือ แส้ที่ทำจากหางตัวจามรีและพัดใบตาลครับสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนของดั้งเดิมสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นพัดใบตาลอย่างเดียว ปัจจุบันใช้ตัวแส้ใช้ขนหางช้างเผือกแทนขนหางจามรีครับผ

5. ฉลองพระบาท ก็คือ รองเท้าครับ เป็นฉลองพระบาทปลายงอน ทำจากทองคำฝังเพชร

สิ่งของทั้ง 5 สิ่งนี้คือสัญลักษณ์ว่ากษัตริย์พระองค์นั้นเป็นพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้องตามประเพณีโบราณ เราก็จึงมักจะได้เห็นซุ้มเฉลิมพระเกียรติบนถนนราชดำเนินแสดงสิ่งของทั้ง 5 ชิ้นนี้ในวันฉัตรมงคล ซึ่งเป็นวันที่ในหลวงของเราขึ้นครองราชย์นั่นเองครับ

....ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของบ้านเมืองเราตลอดไปด้วยเถิด....ประเทศไทยนี้ยังยึดเหนี่ยวกันอยู่ได้ก็เพราะพระองค์โดยแท้....

แชงกรีลาอยู่หนใด?

24 กันยายน 2012

..."แชงกรีล่า (Shangri-la)"... เมื่อสักสองอาทิตย์ก่อนได้พูดถึง "ชัมบาลา" ไปแล้ว ถ้าไม่พูดถึงแชงกรีล่าก็คงจะทำให้เรื่องราวไม่สมบูรณ์ ด้วยความที่บางคนเข้าใจว่าแชงกรีล่านั้นคือชัมบาลานั่นเองครับ ซึ่งจริงๆแล้วมันคนละเรื่องกัน ชัมบาลานั้น คือ "ดินแดนสวรรค์ในจิตใจที่สุขสงบของเรา(ตามความเชื่อพุทธศาสนา)" แต่ แชงกรีล่า คือ "ดินแดนแห่งความฝันในจินตนาการทางโลก"
คำว่า แชงกรีล่า นั้นปรากฏขึ้นครั้งแรกในนิยยผจญภัยเรื่อง "Lost Horizon" ของนักเขียนอังกฤษชื่อเจมส์ ฮิลตัน ตีพิมพ์เมื่อปี 1933 ครับ (ฉบับภาษาไทยตั้งชื่อว่า "ลับฟ้าปลายฝัน") ซึ่งผู้แต่งนั้นได้พรรณาไว้ว่า แชงกรีล่า นั้นคือดินแดนแห่งความสุขที่สวยงาม ผู้คนอายุยืนยาวและอ่อนเยาว์ เปรียบได้ดั่งเมืองในอุดมคติเลย

ตามท้องเรื่องก็คือ พระเอกชาวอังกฤษชื่อ คอนเวย์ เป็นกงสุลอังกฤษในอัฟกานิสถาน นั่งเครื่องบินพร้อมกับทูตชาติอื่นๆแล้วเครื่องบินโดนไฮแจ๊คให้บินไปทางธิเบต บังเอิญเครื่องบินตก นักบินตาย(ฮ่วย!) แล้วนายคอนเวย์ก็ได้รับความช่วยเหลือจากพระธิเบต (ลามะ) ผู้ที่ต่อมาได้นำนายคอนเวย์ไปยังหุบเขาแชงกรีล่า ซึ่งมีความมหัศจรรย์ตรงที่ผู้คนที่อยู่ในหุบเขานั้นจะมีอายุยืนยาวกว่า 300 ปี แต่ถ้าออกจากหุบเขามาก็จะแก่ตามอายุจริง ในท้ายๆเรื่องนายคอนเวย์ก็ป่วยตายขณะพยายามจะหาทางกลับไปแชงกรีล่า....ทิ้งตำแหน่งที่ตั้งให้เป็นปริศนา




ในเนื้อเรื่อง นายคอนเวย์บอกแค่ว่า แชงกรีล่านั้นอยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัย แค่นั้นเองครับ....

นิยายเรื่องนี้โด่งดังมาก จนมีคนมากมายออกเดินทางไปแสวงหาหุบเขาแชงกรีล่า กระทั่งนาซีเยอรมันก็ยังมีโปรเจคท์ค้นหาเลยครับ ต่อมาก็มีผู้ศึกษานิยายและประวัติของนายเจมส์ผู้แต่ง แล้วก็พบว่า นายเจมส์น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากข้อเขียนและภาพถ่ายฝีมือนายโจเซฟ ร็อค (Joseph Rock) ที่ถ่ายภาพภูมิประเทศมณฑลยูนนานและธิเบต ลงหนังสือเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคยุค 1920 - 1930 ซึ่งทิวทัศน์ในภาพนั้นงดงามอลังการจับใจมาก ปัจจุบันคือ Yading (หย่าติง) Nature Reserve ของจีนครับ

Yading Nature Reserve ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เจมส์ ฮิลตัน


อีกสถานที่หนึ่งที่เชื่อว่าเป็นที่มาของแชงกรีล่า คือ เทือกเขาฮันสา (Hunsa) ทางตอนเหนือของเนปาล ครับ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของหิมาลัยพอดี ทิวทัศน์ก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน แถมนายเจมส์ก็เคยมาเที่ยวที่นี่ 2-3 ปีก่อนนิยายจะออกวางจำหน่ายเสียด้วย

อย่างไรก็ตาม พี่จีนของเราก็ชิงความได้เปรียบโดยอ้างว่าจริงๆแล้ว แชงกรีล่านั้นอยู่ที่มณฑลยูนนานนี่แหละ ว่าแล้วเมื่อปี 2001 พี่แกก็เปลี่ยนชื่อเมืองจงเถี้ยน (Zhongdian) เป็น แชงกรีล่า (Xiānggélǐlā) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว....เล่นกันง่ายๆยังงี้แหละฮะ...ได้ผลด้วย โดยทางการจีนบอกว่าหุบเขาแชงกรีล่านั้นก็คือ ทิวเขาคุนลุน (Kun Lun Mountains) ซึ่งก็สวยงามเหมือนกันครับ

ใครที่อยากไปแชงกรีล่า....ถ้าไปเสิร์ชบนเน็ทหาทัวร์ไปเที่ยวแชงกรีล่าก็จะได้ไปเมืองจงเถี้ยนนี่แหละครับ

ปล. คำว่า "แชงกรีล่า" ปัจจุบันมักจะใช้ในความหมายว่าเป็นดินแดนแห่งความสุขในอุดมคติครับ เช่นเดียวกับคำว่า ยูโทเปีย (Eutopia) หรือ นครแอตแลนติส (Atlantis) นั่นเอง มิได้เกี่ยวกับโรงแรมแชงกรีล่า บนถ.เจริญกรุงแต่อย่างใด

ปล.2 เมืองไทยเราก็มีเมืองในตำนานเหมือนกันครับ คือ นครลับแล ซึ่งอยู่ที่ จ.กำแพงเพชรนี่เอง

ปล.3 ประธานาธิบดีรูสเวลล์ของสหรัฐฯนั้น ลุ่มหลงในนิยายเรื่องนี้มาก จนถึงขนาดตั้งชื่อสถานที่ตากอากาศของประธานาธิบดีสหรัฐว่า "แชงกรีล่า" และต่อมาก็เปลี่ยนเป็น "แคมป์เดวิด" ไงละครับ.....แถมยังมีเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Shangri-la ในกองทัพเรือสหรัฐฯด้วยนะ

คุณโชคชัย บูลกุล

22 กันยายน 2012

..."คุณโชคชัย บูลกุล"...หนึ่งในบุคคลที่เป็นแบบอย่างของผมเองครับ จริงๆอยากเขียนถึงท่านมานานแล้วละ คุณโชคชัยเป็นคนที่อดทนและพยายามฟันฝ่าอุปสรรคด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งฟาร์มโชคชัยซึ่งเป็นความใฝ่ฝันนั้นประสบความสำเร็จกลายมาเป็นอาณาจักรฟาร์มโคนมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย
คุณโชคชัย บูลกุล
 
คุณโชคชัย บูลกุลนั้นเกิดเมื่อปี 2480 เป็นบุตรชายของนายมา และนางบุญครอง บูลกุล เศรษฐีค้าข้าวรายใหญ่ในสมัยนั้น (บางคนเห็นชื่อพ่อแม่ของท่านแล้วคงร้องอ๋อว่า....นี่คือชื่อของห้างมาบุญครอง หรือ MBK ในปัจจุบันนั่นเอง) และได้ไปเรียนต่อทางด้านปศุสัตว์ ที่มหาวิทยาลัยเมาท์ซานแอนโทนีโอ แคลิฟอร์เนีย จนถึงอายุ 16 ปี ในระหว่างเรียนหนังสือที่สหรัฐฯก็ชอบเดินทาง ไปแคมปิ้ง สะสมปืนยาว ซึ่งทำให้คุณโชคชัยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นคาวบอยมานับแต่นั้น

เมื่อเรียนจบกลับมา คุณโชคชัยก็ทำงานแรกคือ รับเหมาก่อสร้างสนามบินหลายแห่ง เช่น ตาคลี, โคราช, อุบลราชธานี แล้วก็เริ่มทำตามความฝันบุกเบิกก่อตั้งฟาร์มโคนมเมื่ออายุ 20 ปี ในพื้นที่ปากช่อง (เขาใหญ่) ซึ่งยุคนั้นยังเรียกว่า "ป่าดงพญาไฟ" ด้วยความที่เป็นป่าดงดิบ ไข้ป่าและสัตว์ร้ายชุกชุม ไม่นับโจรผู้ร้ายและความทุรกันดารของพื้นที่


บรรยากาศฟาร์มโชคชัยในปัจจุบัน

สมัยนั้นการบุกเบิกพื้นที่ป่าดงดิบนั้นต้องอาศัยความทรหดอดทนมาก การที่ชายหนุ่มคนหนึ่งจะคุมคนงานหักร้างถางพงเพื่อสร้างฟาร์มโคนมขึ้นมาได้ ย่อมชี้ให้เห็นถึงความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด ฟาร์มโชคชัยตั้งขึ้นในปี 2511 ครับ เริ่มต้นจากวัวนมเพียงไม่กี่ตัว จนมีนับพันตัวในปัจจุบัน

ชีวิตคาวบอยในไร่ปศุสัตว์นั้นมิได้สวยหรู คุณโชคชัยทั้งล้มและลุกมาหลายครั้ง แต่กำลังใจที่สำคัญที่สุดก็คือ ในช่วงก่อตั้งฟาร์มโชคชัยยุคแรกๆนั้น ในหลวงทรงให้ฟาร์มโชคชัยส่งนมสดเข้าไปให้เสวยในวังสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อเป็นกำลังใจให้คุณโชคชัย ปัจจุบันกระติกนมที่ส่งนมเข้าวังทุกสัปดาห์นั้นก็ยังเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของคุณโชคชัยครับ

คุณโชคชัยเล่าว่า วันหนึ่งคุณโชคชัยได้มีโอกาสยืนรับเสด็จในหลวง..... ขณะที่ในหลวงกำลังจะเสด็จขึ้นรถ พระองค์ก็หันมาตรัสกับคุณโชคชัยว่า "คุณโชคชัย....ต่อไปนี้คุณจะดีแล้วนะ" คุณโชคชัยยืนน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งที่พระองค์ทรงให้กำลังใจเกษตรกรอย่างคุณโชคชัยมาตลอดชีวิต

โคนมของฟาร์มโชคชัย

เคล็ดลับหนึ่งที่คุณโชคชัยใช้ในยามที่ชีวิตลำบาก ก็คือ หยิบไดอารี่ในวันเก่าๆ มาพลิกดูวันที่ดีๆในอดีต แล้วบอกกับตัวเองว่า "วันดีๆแบบนี้จะกลับมาอีก" (ลืมเล่าว่า คุณโชคชัยเขียนไดอารี่มาทุกวัน ตลอดชีวิต จนวันนี้ก็ยังเขียนอยู่ครับ) และสิ่งหนึ่งที่คุณโชคชัยเชื่อมาตลอดก็คือ "กรรม" ถ้าเราทำดีในวันนี้ เราก็จะผลดีตอบแทนในวันหน้า ถ้าไม่ใช่ในชาตินี้ก็จะเป็นชาติหน้า เช่นเดียวกับผลของการทำชั่ว คุณโชคชัยเล่าว่า ท่านไม่เคยคดโกงหรือทุจริตเพราะความเชื่อในกฎแห่งกรรมนี้เอง

ผมจะไม่เล่าว่าปัจจุบันนี้ฟาร์มโชคชัยประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างไรบ้าง เพราะเราคงทราบดีอยู่แล้ว แต่ผมจะแนะนำว่า ถ้าท่านมีโอกาสก็อยากให้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์โชคชัย ที่รังสิต ครับ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของคุณโชคชัย เป็นตึกสูง 5 ชั้น มีทั้งของสะสม (ปืน, รถยนต์) บ้านเรือนไทย และที่น่าสนใจที่สุดคือ การจำลองยุคแรกเริ่มของการบุกเบิกฟาร์มโชคชัยในป่าดงพญาไฟ ซึ่งออกมาได้สวยงามมากๆ (ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท) คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ....คอนเฟิร์ม

โชคชัยมิวเซียม

ปล. ห้างมาบุญครองนั้นเดิมนั้นบริหารโดยคุณศิริชัย บูลกุล (พี่น้องของคุณโชคชัย) ต่อมาเครือดุสิตธานีเข้ามาซื้อต่อแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น MBK ครับ