Saturday, April 23, 2016

โรเบิร์ต เคนเนดี้

วันนี้จะขอเล่าถึงถึงโรเบิร์ต เคนเนดี้เสียหน่อยครับ

เหตุมาจากเมื่อวานนั่งอ่านไทยรัฐ มีคอลัมน์หนึ่งเขาชื่นชม รมว.ยุติธรรม คือ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ว่าทำงานเป็น สามารถใช้เขี้ยวเล็บของ ดีเอสไอ ปปง. ปปท. เข้ามาฟาดฟันกับพวกโจรใส่สูททั้งหลายได้ผลดีมากๆ

ตบท้ายด้วยเปรียบเทียบว่า.....ทำงานเข้าขากับนายกดีได้ยังกะโรเบิร์ต เคนเนดี้ เลยทีเดียว

...ถือเป็นคำชมที่พลเอกไพบูลย์ควรจะภูมิใจ

เพราะโรเบิร์ต เคนเนดี้นั้นเป็นน้องชายของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (หรือ JFK) ครับ ซึ่งระหว่างที่พี่ชายของเขาเป็นปธน.อยู่นั้น โรเบิร์ตก็ทำหน้าที่เป็น รมว.กระทรวงยุติธรรมนี่แหละ

ตำแหน่งนี้ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Attorney General 

โรเบิร์ตนั้นเป็นคนฉลาดเฉลียวมาก เรียนจบกฎหมายจากฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือทั้งจากพี่ชายและรัฐมนตรีทั้งหลาย ทุกคนเรียกเขาว่า "The Brilliant One" และความเห็นจากเขาเป็นสิ่งที่ทุกคนในห้องประชุมจะต้องฟัง

ในช่วงที่ JFK เป็นประธานาธิบดีนั้น อเมริกาอยู่ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง มีตัวละครสำคัญๆมากมายเช่น บาทหลวงมาร์ติน ลูเธอร์ คิง (ผู้นำการเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันของคนดำและคนขาว) หรือ เอ็ดการ์ เจ ฮูเวอร์ (หัวหน้าเอฟบีไอคนแรก)

พี่น้องเคนเนดี้ให้การสนับสนุนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และใช้กลไกของกระทรวงยุติธรรมเร่งออกกฎหมาย Civil Right ออกมาใช้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของจุดขัดแย้งระหว่างตระกูลเคนเนดี้กับเอฟบีไอที่เห็นว่ามาร์ติน ลูเธอร์ คิง นั้นเป็นตัวป่วนและเป็นคอมมิวนิสท์

ในยุคที่โรเบิร์ตเป็นเจ้ากระทรวงยุติธรรมนั้น เขาใช้เอฟบีไอและองคาพยพทั้งปวงเข้าฟาดฟันกับบรรดาเจ้าพ่อมาเฟียทั้งที่เรียกว่า Mobster, Gangster หรือ Teamster จนมีคนบันทึกสถิติว่า.....คดีปราบมาเฟียพุ่งขึ้นเกือบสิบเท่า

เป็นยุคทองของการรักษากฎหมายในอเมริกาเลยก็ว่าได้

ผมเชื่อว่าถ้าตระกูลเคนเนดี้ไม่ถูกลอบสังหารทั้งสองพี่น้อง และได้อยู่บริหารประเทศต่อไป ภาพลักษณ์ของอเมริกาคงจะไม่เป็นเช่นทุกวันนี้

ถ้าได้ดูหนังเรื่อง "Thirteen Days" ที่เล่าเรื่องวิกฤติคิวบา ที่อเมริกากับโซเวียตเผชิญหน้ากันตึงเครียดจนจวนเจียนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 คงจะได้บทบาทของโรเบิร์ตว่าเขาสำคัญกับชนชาติอเมริกันอย่างไร

ทูตโซเวียตที่ครุสชอฟส่งเข้ามาเจรจาลับส่วนตัวกับโรเบิร์ต ได้บอกกับโรเบิร์ตไว้ว่า

"We have heard stories that some of your military men wish for war. You are a good man. Your brother is a good man. I assure you there are other good men. Let us hope the will of good men is enough to counter the terrible strength of this thing that was put in motion."


ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านท่ีเสียสละความเหน็ดเหนื่อยเพื่อชาติบ้านเมืองทุกท่านครับ

มูลนิธิสายใจไทย

เชื่อว่าใครๆก็เคยได้ยินชื่อ "มูลนิธิสายใจไทย" แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามูลนิธินี้ "ทำอะไร?"

มูลนิธิสายใจไทยนี้ ในหลวงเป็นผู้ทรงก่อตั้งขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2518 เป็นช่วงที่บ้านเมืองเราต้องสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสท์ ทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสา ต้องล้มตายนับร้อยนับพันจากการเสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยครับ

ว่ากันว่าในยุคนั้น (2517-2527) มีผู้เสียชีวิตกันทุกวัน ถ้าเผาทุกวันก็ไม่ไหว ศพทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสาจากชายแดนจึงต้องนำมารวมกันเผาเป็นระยะๆที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยในหลวงเสด็จมาเป็นองค์ประธานทุกครั้ง เพื่อพระราชทานเพลิงศพ เป็นการให้เกียรติสูงสุดแก่เหล่าผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อถึง 2 เมษายน 2518 ในหลวงและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ พระราชทานจัดเลี้ยงที่สวนจิตรลดา แล้วเชิญทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสาที่บาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาล มาร่วมงานเลี้ยงด้วยกัน เพื่อบำรุงขวัญใ้ห้กำลังใจ และตั้งมูลนิธิสายใจไทยขึ้นในวันนี้

มูลนิธิสายใจไทย มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือเหล่าผู้เสียสละของชาติครับ ทั้งให้เงินเดือนและฝึกอาชีพ แก่ผู้ที่บาดเจ็บจนพิการทุพพลภาพ ให้เขามีอาชีพต่อไปได้ ให้เขาได้รู้ว่าประเทศชาติไม่ทอดทิ้งพวกเขา

ถ้าใครสังเกตก็จะรู้ว่า 2 เมษายน นั้นเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนฯ นั่นก็ด้วยความตั้งใจที่ในหลวงจะมอบมูลนิธินี้ให้สมเด็จพระเทพรัตนฯเป็นองค์ประธานต่อไป เพราะทรงเห็นว่า พระองค์เป็นผู้มีความอ่อนโยน มีพระทัยเมตตา และก็ทรงยังเป็นประธานมูลนิธิจนถึงทุกวันนี้

วันที่ 2 เมษา จึงเป็น "วันสายใจไทย" ด้วยอีกวันหนึ่ง

หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นโดยร้อยตรี ต่วนอัมรัน กรูโซะ อดีตทหารที่ถูกลอบวางระเบิดขณะลาดตระเวนคุ้มครองครูในยะลาเมื่อปี 2552 และสูญเสียขาทั้งสองข้างจนถึงโคนขา เคราะห์กรรมในชีวิตส่วนตัวก็ยังโดนพ่อและแม่เลี้ยงขโมยเงินทั้งหมดไปอีก

ทุกวันนี้ร้อยตรีผู้นี้หาเลี้ยงชีพได้ ก็เพราะมูลนิธิสายใจไทยที่ช่วยเหลือเขามาตลอดจนวันนี้ ทุกๆ 10 บาทจากการขายหนังสือเล่มนี้ 1 เล่ม ร้อยตรีต่วนอัมรัน ขอยกให้กับมูลนิธิสายใจที่คุ้มครองเขา

ใครอยากซื้อหนังสือเล่มนี้ เชิญได้ที่ร้านนายอินทร์ครับ

ความสงบสุขของบ้านเมืองนี้ ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยความเสียสละชีวิตของทหาร-ตำรวจ-ราษฎรอาสาที่ยังทำหน้าที่คุ้มครองแผ่นดินไทย ทั้งในยามกลางคืนที่เรานอนหลับสบายอยู่บนเตียงนุ่มๆที่บ้าน หรือ ในยามที่ประชาชนเฉลิมฉลองเทศกาลรื่นเริงอยู่ก็ตาม


ทุกวินาทีที่ท่านหายใจได้อย่างสุขกายสบายใจ จำไว้เถิดครับว่า....มีผู้เสียสละเพื่อท่านอยู่

เกลน ฟอร์ด

เมื่อหลายเดือนที่แล้ว มีเรื่องที่ทั้งน่าสนใจและน่าเศร้าใจเกิดขึ้นในอเมริกาครับ

ที่น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องที่นักโทษผิวดำวัย 65 ปีผู้หนึ่ง ถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำในรัฐหลุยเซียน่าเมื่อศาลสูงตัดสินว่า "เขาไม่มีความผิด" หลังจากถูกขังคุกมานานกว่า 30 ปี

ส่วนที่น่าเศร้าก็คือ เมื่อออกมาจากเรือนจำแล้ว หมอตรวจพบว่าเขาเป็นมะเร็งปอด และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น

ชาวผิวดำผู้นี้ชื่อว่า "เกลน ฟอร์ด" (Glenn Ford) ครับ เมื่อปี 1984 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าชายผิวขาวผู้หนึ่งชื่อ "โรสแมน" เสียชีวิต

นายโรสแมนนี้เป็นเจ้าของร้านเครื่องเพชรเล็กๆในเมือง Shreveport ส่วนนายฟอร์ดทำงานเป็นคนสวนให้กับนายโรสแมนอีกที และในวันเกิดเหตุนั้นทั้งพยานและหลักฐานต่างๆก็ชี้ว่า "นายฟอร์ดอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุมากที่สุด"

ในคดีนี้นั้นมีผู้ต้องสงสัยสามคน คือ นายฟอร์ดและพี่น้องครอบครัวโรบินสัน แต่เรื่องราวมาตกอยู่กับนายฟอร์ด เพราะนางสาวบราวน์ซึ่งเป็นแฟนสาวของพี่น้องโรบินสันนี้เป็นผู้ปรักปรำว่า "นายฟอร์ดนั่นแหละที่เป็นฆาตกร"

ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ศาลและอัยการรับเอาคำให้การของนางสาวบราวน์ผู้นี้เป็นหลักฐานสำคัญ ทั้งที่ไม่มีการพบอาวุธสังหารและไม่มีพยานในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด

แถมคณะลูกขุนที่อัยการเลือกมาร่วมตัดสินในวันนั้น ก็เป็นคนผิวขาวทั้งหมด "โดยการคัดเลือกของอัยการ"

นายฟอร์ดก็จึงโดนตัดสินโทษประหารชีวิตและส่งตัวเข้าเรือนจำทันที ซึ่งในระหว่างที่อยู่ในคุกนั้นเขาก็พยายามสู้คดีมาตลอด 30 ปี และในที่สุดทีมทนายก็ประสบผลสำเร็จเนื่องจากว่าในที่สุด.....นางสาวบราวน์ก็ออกมาสารภาพว่า.... "ฉันให้การเท็จต่อศาล ฉันโกหกหมดทุกอย่าง" (“I did lie to the Court... I lied about it all.”)

ศาลสูงสั่งปล่อยตัวนายฟอร์ดในวันที่ 11 มีนาคม 2015 หลังจากโดนจำคุกฟรีมา 30 ปี

หลังจากถูกปล่อยตัว อัยการที่ดำเนินคดีต่อนายฟอร์ดเมื่อ 30 ปีที่แล้วก็เขียนจดหมายมาขอโทษด้วยความสำนึกผิดในสิ่งที่เขากระทำผิดพลาดต่อนายฟอร์ดทุกๆอย่าง และขอให้นายฟอร์ดยกโทษให้

ส่วนนายฟอร์ดก็ให้คำตอบกลับไปว่า "ต้องขอโทษที่ผมจะไม่มีวันให้อภัยกับคุณ (I’m sorry I can’t forgive you. I really am.) "

"เอาเถิด แต่ผมต้องสูญเสียเวลาในชีวิตไปถึง 31 ปี และพบว่าไม่เหลืออะไรอีกเลยนอกจากความตายที่รออยู่ เพราะผมเหลือเวลาที่จะมีชีวิตอยู่อีกเพียง 6-8 เดือนเท่านั้น" (Alright, but it still cost me 31 years of my life, and then nothing at the end but death, because they give me from six to eight months to live.)

ย้อนไป 30 ปีก่อน นายฟอร์ดเล่าว่าเขามีลูกเล็กๆ 4 คนที่ต้องดูแล และเมื่อเขาออกมาจากคุกก็ได้พบว่าตัวเองมีหลานเสียแล้ว และตัวเองกำลังจะตายเพราะมะเร็งขั้นเกือบสุดท้าย

เรื่องนี้ฟังแล้วเศร้า และไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นในประเทศอเมริกาได้ แต่ก็เกิดแล้วครับ ชีวิตคนหนึ่งคนต้องพังทลายเพราะความพิกลพิการของระบบ


ปล. ทีมทนายของนายฟอร์ดได้เรียกร้องเงิน 330,000 เหรียญจากรัฐหลุยเซียน่าเป็นค่าชดเชยการเสียโอกาสของนายฟอร์ด แต่ถูกปฏิเสธ.....

อีลอน มัสก์

จากที่บอกไว้เมื่อเช้านะครับว่าอยากจะเล่าชีวิตผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าเขาคือ Iron Man ตัวจริงของโลกใบนี้

เขาคนนั้นคือ "อีลอน มัสก์" (Elon Musk) มหาเศรษฐีหนุ่มที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักลงทุน และนักธุรกิจในคนๆเดียวกันครับ

ความน่าสนใจคือ เขาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมากและสามารถสร้างสิ่งที่เขาคิดให้เกิดขึ้นจริงได้ และที่สำคัญคือ "สร้างขึ้นมาเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้" เรื่องแบบนี้นับว่ายากนะครับ พวกเราคงรู้ดีว่า บางคนมีแต่ไอเดีย บางคนมีแต่เงิน บางคนมีหัวธุรกิจแต่ไม่มีโอกาส แต่อีลอน มัสก์ มีครบทุกอย่างในตัวคนๆเดียว

อีลอน มัสก์นั้นถือกำเนิดเป็นคนแอฟริกาใต้ครับ ต่อมาก็อพยพตามแม่มาอยู่แคนาดา และก็ย้ายสัญชาติเป็นอเมริกันในที่สุด ตอนนี้อายุแค่ 44 ปีเท่านั้นเอง

ในวัย 24 หลังจากเขาเรียนจบปริญญาตรีสองใบจาก U of Penn คือ สาขาฟิสิกส์ และ สาขาเศรษฐศาสตร์ และขณะที่จะเข้าเรียนปริญญาเอกที่สแตนฟอร์ด เขาก็เปลี่ยนใจออกมาสร้างบริษัทแรกของเขาคือ บริษัทซอฟท์แวร์ชื่อ Zip2 และขายต่อให้กับบริษัทคอมแพค ได้เงินส่วนแบ่งมา 22 ล้านเหรียญสหรัฐ

และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางนักประดิษฐ์ของเขา

เขาใช้มันสมองทั้งทางวิทยาศาสตร์และธุรกิจได้อย่างฉลาด บริษัทที่เขาเป็นทั้งเจ้าของและซีอีโอ ก็ดังเช่น X.com, PayPal (ใครที่ซื้อของบนอีเบย์คงรู้จัก), SpaceX (สร้างยานอวกาศเอาไว้ส่งโน่นนี่ขึ้นไปในอวกาศจริงๆ ทั้ง จรวด ทั้งดาวเทียม ซึ่งดาวเทียมไทยคมก็ส่งขึ้นไปวงโคจรโดยยานอวกาศของ SpaceX นี่แหละครับ)

ที่ SpaceX นี้ อีลอน มัสก์ ทำหน้าที่เป็นทั้งซีอีโอและ CTO ซึ่ง CTO หมายถึง Chief Technology Officer ครับ .....ใช่แล้ว เขาเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์สร้างยานอวกาศด้วย บริษัทนี้โด่งดังมากในเรื่องการผลิตเครื่องยนต์ที่กำลังสูงที่สุดในโลกครับ 

และเขาก็ยังเป็นซีอีโอและสถาปนิกของบริษัท Tesla Motor ที่สร้างรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ "เทสล่า" ออกมาวางขายได้จริงและเพิ่งเริ่มเป็นที่นิยม ถึงแม้ตอนนี้จะราคาแพงอยู่ แต่อีลอน มัสก์ ก็ออกมาประกาศยกสิทธิบัตรทั้งปวงของรถยนต์ไฟฟ้าเทสล่าให้เป็นของมนุษยชาติ

เขาให้สัมภาษณ์ว่า ....การแข่งขันที่แท้จริงของรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพิ่อทำแค่ยอดขาย แต่เป็นการที่ต้องไล่เบียดรถยนต์ใช้น้ำมันให้ค่อยๆหายไปจากโลก ซึ่งเขาช่วยได้โดย "คิดค้นในทางเทคโนโลยี" มาให้แล้ว ใครจะเอาผลิตต่อก็เชิญตามสบาย....

อีลอน มัสก์ เป็นคนที่คิดเร็วทำเร็วมาก สมองไวและแม่นยำ มีเรื่องเล่าว่า ในตอนที่อีลอนและทีมงานบินไปรัสเซียเพื่อขอซื้อจรวดใช้แล้ว ปรากฎว่าถูกปฏิเสธกลับมา และในระหว่างนั่งเครื่องบินส่วนตัวกลับอเมริกา อีลอนซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุดก็นั่งทำงานพิมพ์โน้ตบุ๊คไปเรื่อยๆ

ทีมงานก็แอบเม้าท์กันว่า "โดนปฏิเสธมาหมาดๆ ยังจะทำอะไรตอนนี้อีก"

สักพัก อีลอน มัสก์ หันเก้าอี้กลับมา พร้อมกับชูแผ่น spreadsheet ขึ้นเหนือศีรษะ และบอกกับทีมงานว่า "เฮ้ พวกเรา ผมว่าเราสร้างยานอวกาศกันขึ้นมาเองก็ได้นะ"

ว่ากันว่าโลกนี้มีคนที่ "ทำงานหนัก" อยู่เยอะ และ คนที่ "ทำงานเก่ง" ก็มีมาก .....(ทั้งสองแบบนี้ไม่เหมือนกันนะครับ)

แต่คนที่ทำได้ทั้งสองอย่างนั้นมีน้อยมาก เพราะต้องอาศัย Passion ล้วนๆ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะเป็นผู้นำและตำนานของวงการ เช่น สตีฟ จ๊อบส์ หรือ อีลอน มัสก์ นี่เอง


ด้วยวัยเพียง 44 ปี เราคงได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆจากมันสมองของชายผู้นี้อีกมาก ล่าสุดก็คือ Giga Factory หรือ SolarCity ที่เป็นแหล่งเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ ไอเดียนี้มีมานานชาติกว่า แต่เพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างก็เพราะ "อีลอน มัสก์" นี่ละ

Smart Nation

ไม่นานมานี้ นายลี เซียน ลุง นายกสิงคโปร์ได้ไปพูดเปิดงาน "Smart Nation" ที่จัดขึ้นที่สิงคโปร์ ผมได้อ่านแล้วก็ชอบใจ ก็เลยอยากจะเอามาแชร์กันต่อครับ เผื่อจะมีเพื่อนผู้รู้ในสาขาอาชีพต่างๆเอาไปช่วยกันคิดต่อไปสำหรับไทยเรา

นายลี บอกว่าสิงคโปร์มีความเร่งด่วนสามประการที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็วคือ


1. สังคมที่ดูแลผู้สูงอายุ ตอนนี้สิงคโปร์มีประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี อยู่ 1 ใน 9 ของประเทศ และอีกในปี 2030 จะกลายเป็น 1 ใน 5 ซึ่งจะเท่ากับญี่ปุ่นพอดี

นายลี กำหนดไว้ว่าจะให้เทคโนโลยีต่าง รวมทั้งเทคโนโลยีไร้สาย, แอพพลิเคชั่น, เซ็นเซอร์ และอื่นๆเป็นตัวช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆของตัวเองได้โดยสะดวก และยังอยู่กับลูกหลานได้ต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา

เพราะเขาอยากให้ผู้สูงอายุทำหน้าที่เป็นคุณตาคุณยายคอยดูแลหลานๆได้ต่อไป เป็นความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

2. การขนส่งสาธารณะที่ไฮเทคยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจากว่าสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีพื้นที่แผ่นดินจำกัด ก็เลยไม่สามารถสร้างถนนไปเรื่อยๆเหมือนอเมริกา

นายลี ตั้งใจจะใช้ข้อมูลไอทีมาสร้างระบบขนส่งและการวางผังเมืองแบบใหม่ที่จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางและการขนส่งที่ไม่จำเป็นออกไป

นี่ยังไม่นับการขึ้นภาษีรถยนต์ที่แพงกว่าราคารถเป็นสองเท่าแบบเดนมาร์กเพื่อที่จะจูงใจให้ประชาชนมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้นอีกด้วยนะครับ

3. สร้างสิงคโปร์ให้เป็นแหล่งรวมข้อมูลธุรกิจของโลก คือ เขาตั้งใจว่าไม่ว่าใครต้องการผลการวิเคราะห์ ข้อมูลการลงทุน และข้อมูลวิจัยที่เชื่อถือได้ จะต้องนึกถึงที่สิงคโปร์

เพื่อการนี้นายลี จึงได้จัดตั้งหน่วย CSA (Cyber Security Agency) ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการโจมตีจากแฮคเกอร์ทั่วโลก เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญโดยเฉพาะของ "ลูกค้า" ของสิงคโปร์

เพราะการจะตั้ง Data Center ขึ้นมา "ความปลอดภัยของข้อมูล" นั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ช่วงท้ายๆ นายลีบอกว่าการที่เขาสร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นทั้งปวงขึ้นมานั้น ก็เพื่อจะสร้างวัฒนธรรมการลงทุนให้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ เขาอยากให้คนสิงคโปร์นั้น "daring to dream, daring to fail and daring to take on the world's biggest challenges" .....โดยมีสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นต้นแบบ

และสิงคโปร์ยังจะต้องมีความสามารถที่จะดึงบุคลากรชั้นหัวกะทิให้อยากมาอยู่ ซึ่งผมว่าคนเหล่านี้ก็จูงใจได้ด้วย "รายได้" "คุณภาพชีวิต" และ "ความมั่นคงในอาชีพ" ละครับ

เมื่อหันมามองไทยเรา ทุกวันนี้ผมก็เห็นว่ารัฐบาลเขามีความตั้งใจจะทำหลายๆอย่างให้ถูกต้อง ทั้งการประมง (ที่ถูกอียูโจมตีในเรื่องแรงงานเถื่อน) ทั้งปราบข้าราชการขี้โกง ทั้งปราบคนที่บ่อนทำลายความมั่นคง


ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยจะร่วมใจกันในวันนี้ อดทนกันสักหน่อย อาจไม่ใช่เพื่อตัวเรา แต่ก็เพื่อลูกหลานเราจะได้มีสังคมที่มันเข้ารูปเข้ารอยขึ้นมาได้ครับ.....

โครงการเติร์กสตรีม

ถ้าใครติดตามข่าวโลก คงจะได้เห็นแล้วว่าเมื่อวานนี้ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน สั่งให้รัฐบาลรัสเซียออกมาตรการเล่นงานทางเศรษฐกิจต่อตุรกี

อันมีเหตุมาจากที่เครื่องบินรบ F16 ของตุรกียิงเครื่องบินรบ Su-24 ของรัสเซียร่วงไปเมื่ออาทิตย์ก่อน แถมนักบินรัสเซียยังถูกกองกำลังตุรกียิงเสียชีวิตคาร่มชูชีพอีกต่างหาก

เมื่อตุรกีไม่ยอมขอโทษรัสเซีย มาตรการจากรัสเซียที่ตามมาก็เยอะแยะ เช่น จำกัดการทำงานของบริษัทตุรกีในรัสเซีย ห้ามคนรัสเซียไปเที่ยวตุรกี (รวมทั้งห้ามขายทัวร์ด้วย) ไม่ออกวีซ่าให้คนตุรกีเข้ารัสเซีย ฯลฯ

คนที่เดือดร้อนดูจะเป็นตุรกี เพราะรัสเซียคือคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของตุรกี แถมทุกวันนี้มีชาวตุรกีราวๆ 9 แสนคนทำงานอยู่ในรัสเซียอีกต่างหาก (รวมพี่น้องลูกเมียแล้วก็คงราวๆ 2 ล้านคน)

หนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจคือ "ชะลอโครงการเติร์กสตรีม" ครับ

ก่อนที่จะเล่าว่าโครงการเติร์กสตรีมนี้คืออะไร ขอเล่าก่อนว่าทุกวันนี้ยุโรปแทบจะทั้งทวีปเป็นลูกค้าคอยซื้อก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากรัสเซีย ซึ่งการนำก๊าซเข้าสู่ทวีปยุโรปก็ใช้ "ท่อก๊าซ" วิ่งเป็นพันๆกิโลเมตร มีทั้งบนดินและใต้น้ำ

ประเทศที่ทำหน้าที่เป็นสี่แยกท่อก๊าซให้รัสเซียก็มีอยู่สามชาติหลักๆคือ เบลารุส, ยูเครนและตุรกี

"เติร์กสตรีม" เป็นโครงการล่าสุดที่รัสเซียเพิ่งตกลงกับตุรกีเมื่อธันวาคมปีก่อน เพื่อจะเอาท่อก๊าซจากชายฝั่งรัสเซีย ....มุดลงใต้ทะเลดำ ....วิ่งใต้น้ำไป 900 กิโลเมตร ...แล้วมาโผล่เอาที่ชายฝั่งตุรกี แล้วก็จะกระจายท่อก๊าซไปขายต่อยังกรีซ, บัลกาเรีย, อิตาลี และหลายๆชาติละแวกนั้น

งานนี้ตุรกีได้ประโยชน์เต็มๆคือ ได้ทั้งเงินค่าผ่านทาง เศรษฐกิจเฟื่องฟูเป็นพันๆหมื่นๆล้าน แถมยังได้โอกาสเอาก๊าซธรรมชาติมาใช้ในประเทศอีก 20% (ซื้อนะ ไม่ใช่ฟรี) อีก 80% ก็ส่งต่อไปให้ยุโรปชาติอื่น

แต่ถามว่ารัสเซียรีบร้อนกับ "เติร์กสตรีม" ไหม? คำตอบคือ "ยังไม่เท่าไร" เพราะโครงการนี้สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการก๊าซในอนาคตของยุโรปในปี 2030โน่น

แถมทุกวันนี้รัสเซียก็มีท่อก๊าซนอร์ดสตรีม, เซาท์สตรีม, บลูสตรีม และท่อบนดินที่ส่งก๊าซเข้ายุโรปได้สบายๆอยู่แล้ว คนที่โหยหาเติร์กสตรีมน่าจะเป็นตุรกีเสียมากกว่า

การชะลอเติร์กสตรีม น่าจะเป็นหนามทิ่มแทงปธน.ตุรกีมากกว่ามาตรการอย่างอื่นของรัสเซีย และคงเป็นบทเรียนสอนใจตุรกีได้เป็นอย่างดี เพราะโลกทุกวันนี้เศรษฐกิจมันพัวพันกันทุกชาติไป

วงศ์พระร่วง และ วงศ์สุพรรณภูมิ

เคยได้ยินคำว่าวงศ์พระร่วงกับวงศ์สุพรรณภูมิไหมครับ

ผู้ที่ได้ดูหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ เรื่องสุริโยทัย คงจะเคยได้ยินผ่านหูในลักษณะแข่งขันกันว่ากษัตริย์ที่ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยานั้นจะเป็นวงศ์พระร่วงหรือวงศ์สุพรรณภูมิ

เรื่องวงศ์ทั้งสองนี้ย้อนยุคกลับไปได้ถึง 700 ปีก่อนโน่นเชียว พวกท่านเหล่านี้คือใครกัน?

ชาติไทยของเราเริ่มนับประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเป็นราวก็ในยุคสุโขทัย เพราะพ่อขุนรามคำแหงท่านทรงประดิษฐ์อักษรและสร้างศิลาจารึก ซึ่งภาษาไทยนี้เองคือจุดเริ่มของการถ่ายทอดเรื่องราวมาถึงยุคของเรา

เรารู้กันดีว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ คือ กษัตริย์องค์แรกผู้ก่อตั้งสุโขทัยเมื่อปี ..1800 (เจ็ดร้อยห้าสิบปีที่แล้วโน่น) แต่ยุคที่รุ่งเรืองสุดๆของสุโขทัยนั้น เป็นของพ่อขุนรามคำแหง เพราะท่านเก่งทั้งการรบและการพัฒนาประเทศ ว่ากันว่า อาณาจักรสุโขทัยนั้นยิ่งใหญ่กว้างขวางลงมาจรดอ่าวไทยเลย

พ่อขุนรามคำแหงท่านมีเพื่อนสนิทอีกสองคน คือ พ่อขุนงำเมือง (เจ้าเมืองพะเยา) และ พ่อขุนเม็งราย (เจ้าเมืองเชียงราย) กำลังทหารจึงเข้มแข็งมาก

ราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรสุโขทัยนี้ คือวงศ์พระร่วงนั่นเอง ปกครองสุโขทัยอยู่ได้นานถึง 120 ปี

ทีนี้ เวลาเดียวกัน ช่วง 20 ปีสุดท้ายก่อนที่สุโขทัยจะเสื่อมอำนาจลง ก็มีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นลูกหลานสืบตระกูลมาจากพ่อขุนเม็งราย เดินทางลงมาสร้างบ้านเมืองใหม่ขึ้นที่สุพรรณภูมิ

คนไทยกลุ่มนี้ก็ตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้น มีกษัตริย์องค์แรกคือพระเจ้าอู่ทองเป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิ 

โปรดสังเกตว่าอู่ทองกับสุพรรณภูมิมีความหมายเดียวกันคือดินแดนทองคำตอนนี้เราเชื่อกันว่าสุพรรณภูมิ คือ พื้นที่บริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีนี่เอง

แต่ราชวงศ์นี้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถวสุพรรณได้ไม่นานก็เกิดโรคระบาดร้ายแรง จึงอพยพหนีภัยพาคนที่เหลือรอดจากโรคระบาดลงมาทางใต้ และตั้งราชธานีขึ้นใหม่ คือกรุงศรีอยุธยา

กรุงศรีอยุธยานี่เองที่เป็นราชธานีของชาติไทยเราอยู่ต่อมาถึง 417 ปี

ในขณะเดียวกันพออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง ก็จึงได้มาผนวกรวมกับกรุงศรีอยุธยาโดยไม่ได้มีการรบราฆ่าฟันกันแต่อย่างใด เพราะเป็นเชื้อสายคนไทยเหมือนกัน

บรรดาเจ้าราชวงศ์พระร่วงก็ได้ทิ้งสุโขทัยมาพำนักอยู่ที่พิษณุโลก หรือ ที่สมัยนั้นเรียกว่าเมืองสองแคว

จึงเป็นที่มาว่าทำไมพระมหากษัตริย์ของไทยในยุคนั้นจึงย้ายไปย้ายมาระหว่างอยุธยากับพิษณุโลก เพราะมีเชื้อสายผสมกันไปมาระหว่างสองวงศ์นี้เป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว

เราๆที่เรียกประวัติศาสตร์ไทย คงจำชื่อ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ กษัตริย์องค์นี้เป็นเชื้อผสมระหว่างสองวงศ์ (พ่อเป็นวงศ์สุพรรณภูมิ แม่เป็นวงศ์พระร่วง) ถึงแม้ว่าพระองค์จะเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา แต่ก็ใช้เวลาถึง 25 ปีประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก เพื่อคุมเชิงไม่ให้หัวเมืองเหนือ คือ เชียงใหม่ แข็งเมือง

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็เป็นเชื้อผสมระหว่างสองวงศ์เช่นเดียวกัน ความกลมกลืนลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติของผู้ครองนครในยุคนั้น ในยุโรปเราก็จะเห็นว่ากษัตริย์อังกฤษ มีพระราชินีเป็นฝรั่งเศส หรือ กษัตริย์รัสเซีย มีพระราชินีเป็นชาวยุโรป ทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้การควบคุมแผ่นดินเกิดความมั่นคงและนุ่มนวล



ส่วนคำว่าพระร่วงนั้น เป็นคำโบราณซึ่งชาวสุโขทัยมักจะใช้เรียกผู้ครองนครของตัวเอง คำว่าร่วงมาจากรุ่ง(โรจน์)” นั่นเอง บ้างก็เรียกพระร่วงเจ้าหรือพญาร่วงครับ