Sunday, November 4, 2012

ราคาที่ดินเพลินจิต

วันนี้ได้ไปพาร์ค เวนเจอร์ ตรงแยกเพลินจิต  มองลงมาเห็นเค้ากำลังก่อสร้างห้างเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ซึ่งเดิมเป็นที่ดินของสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ผมจำได้ว่าเมื่อสักหกปีก่อน (ช่วงปี 2549) ดีลการขายที่ดินสถานทูตอังกฤษนี้เป็นที่ฮือฮาไปทั่ว เพราะเป็นการขายที่ดินด้วยราคาที่แพงที่สุดในประเทศไทย คือ ตารางวาละ 9.5 แสนบาท ในใจผมตอนนั้นนึกตำหนิของสถานทูตอังกฤษ ด้วยว่าที่ดินตรงนั้นมีความหมายทางประวัติศาสตร์มากเกินกว่าจะเอามาขายทำห้างสรรพสินค้า  วันนี้ก็เลยจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับที่ดินละแวกเพลินจิตนี้มาเล่าให้ฟังครับ


โครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ 
โปรดสังเกตว่ามีสะพานเชื่อมมาเซ็นทรัลชิดลมด้วยนะฮะ
สถานทูตอังกฤษในเมืองไทยเรานั้นเริ่มมีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ครับ คือ ประมาณช่วงปี พ.ศ.2400  ในสมัยนั้นในหลวงรัชกาลที่ 4 พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สร้างสถานกงสุลอังกฤษข้างๆกับกงสุลโปรตุเกส  แถมยังทรงให้กู้เงินสร้างอาคารอีก 16,000 บาท  (ตอนนั้นยังเป็นกงสุล ไม่ได้อัพเกรดเป็นสถานทูตเหมือนทุกวันนี้) อยู่ไปอยู่มาจนถึงปี 2465 กงสุลอังกฤษก็เริ่มบ่นว่า อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยานี้เรือกลไฟเยอะควันพิษมาก เสียงพ่อค้าแม่ขายก็ดัง บ่นมากๆเข้ารัฐบาลไทยก็เลยไปหาที่ดินตรงแถวๆเพลินจิตมาให้

ที่ดินตรงนี้ก็คือที่ตั้งสถานทูตอังกฤษปัจจุบันนี่แหละครับ  เดิมเป็นสวนของพระยาภักดีนรเศรษฐ บุคคลที่พวกเราคุ้นในนามว่า “นายเลิศ” นั่นเอง  สถานทูตอังกฤษนั้นเข้าไปครอบครองครึ่งหนึ่งของที่ดินนายเลิศ คือราวๆ 28 ไร่ (12 เอเคอร์) แต่ในสมัยปี 2465 นั้น เชื่อมั้ยว่า....พื้นที่เพลินจิตนั้นเรียกว่าเป็นพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพมหานครแล้ว  ทางชาวอังกฤษและลิ่วล้ออังกฤษในเมืองไทย (เช่น อินเดีย พม่า) ก็โวยวายพอสมควรเพราะว่าไกลความเจริญ ไม่มีรถราง รถไฟไปถึง

สำหรับที่ดินส่วนที่เหลืออีก 28 ไร่ของนายเลิศนั้น ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นที่ตั้งโรงแรมสวิสโซเทค นายเลิศปาร์ค หรือที่เดิมเป็นโรงแรมฮิลตัน (พาร์คนายเลิศ) นั่นเองครับ ลูกหลานก็สบายไปเรียบร้อย ใครเล่าจะไปทราบว่าเรือกสวนไร่นาของบรรพบุรุษเมื่อเกือบร้อยปีก่อนนั้น จะมีราคาต่อตารางวาสูงสุดในประเทศไทย.....


การก่อสร้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ในปัจจุบัน
พอมาถึงเดือนพฤษภา 2549 สถานทูตอังกฤษก็ขายที่ดิน 1 ใน 3 (ประมาณ 9 ไร่) ให้กับเครือเซ็นทรัล ด้วยราคาที่แพงที่สุดในเมืองไทยคือ ตารางวาละ 950,000 บาท  บริษัทที่เป็นนายหน้าให้สถานทูตอังกฤษก็คือบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส นั่นเองครับ  ซึ่งต่อมาก็เปิดเผยว่า การประมูลนี้มีผู้ยื่นซองประมูลหลายเจ้า  เช่น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ก็ยื่นประมูลที่ราคาตารางวาละ 888,888 บาท, บริษัททีซีซีแลนด์ของคุณเจริญก็เสนอตารางวา 700,000 บาท .....ป้าดดด  แพงขนาด

สถานทูตอังกฤษก็ให้เหตุผลเพียงว่า  ที่ดินติดถนนเพลินจิตที่ขายไปนั้นเสียงดัง มีมลพิษเยอะ แล้วก็จะเอาเงินที่ได้มาประมาณ 3,600 ล้านบาทนั้นไปปรับปรุงอาคารที่เหลืออยู่เพราะเก่าเต็มทีแล้ว   (โถ....ฟังเหตุผลแล้วผมก็ยังรู้สึกแหม่งๆอยู่ดีละฮะ)

แต่ทว่าตอนนี้สถิติราคา 9.5 แสนบาทต่อตารางวาก็ถูกทุบไปเรียบร้อยแล้วครับ  ถ้าเคยไปยืนบนสถานีบีทีเอสเพลินจิต แล้วมองไปข้างๆตึกโฮมโปรจะเห็นที่ดินเปล่าๆอยู่แปลงนึงขนาด 7.5 ไร่ ตรงนั้นเรียกได้ว่าเป็นทำเลทองอีกแห่งนึงของเพลินจิต ผู้ครอบครองคือบริษัทเพลินจิต อาเขต ซึ่งเมื่อต้นปี 2552 ได้ขายทั้งหมดไปให้กับบริษัทไรมอนด์แลนด์ไปเรียบร้อยแล้วด้วยราคา 1.2 ล้านบาทต่อตารางวาฮะ....นับเป็นสถิติใหม่ของสยามประเทศเลยทีเดียว  อ้อ...นายหน้าของดีลประวัติศาสตร์นี้คือ บริษัท ไอเดีย 360 ร่วมกับธนาคาร CIMB ครับผม


ที่ตั้งโครงการโนเบิล เพลินจิต
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ที่ดินตรงนั้นก็ยังเปลี่ยนมือไปมา  ล่าสุดเห็นว่าไรมอนด์แลนด์ก็ขายต่อไปให้กลุ่มโนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ไปแล้ว  ราคาก็อัพไปอัพมาบ้างก็ว่าไปถึงตารางวาละ 1.5 ล้านไปแล้ว.....แต่ยังไม่มีใครคอนเฟิร์มเท่านั้นเอง  โดยกลุ่มโนเบิลเค้าก็เอามาทำโครงการคอนโดระดับโคตรแห่งความหรู ชื่อ "โนเบิล เพลินจิต" ราคาขายตารางเมตรละประมาณ 2 แสนบาทเท่านั้นเอง  (...อู๊ยย  ถูกยังกะได้เปล่า พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย)

รามอินทราแถวบ้านผมยังวาละสองสามหมื่นอยู่นะฮะ.....ใครสนใจมาเป็นเพื่อนบ้านได้  ซื้อเก็บไว้สักร้อยปีราคาอาจถึงวาละล้านได้เหมือนกัน ถ้าโลกไม่แตกเสียก่อน.....

Thursday, November 1, 2012

เอกลักษณ์ของเจมส์ บอนด์ 007



เท่าที่ดูเจมส์ บอนด์ มาหลายๆภาค ผมก็พอจะสังเกตได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบขึ้นมาเป็นภาพลักษณ์เจมส์ บอนด์นั้นมีหลายๆอย่างที่ดูแล้วคลาสสิคมาก  อาจเรียกได้ว่าเจมส์ บอนด์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ดีอังกฤษเลยทีเดียว ด้วยว่าข้าวของที่ใช้นั้น มีคลาสและราคาแพง  ผมก็เลยจะมาเล่าให้ฟังว่า ในภาค Skyfall นี้  พี่แดเนียล เครก แกใช้อะไรบ้างนะฮะ


Aston Martin DB5 รถประจำตัวเจมส์ บอนด์
1. รถยนต์แอสตัน มาร์ติน รุ่น DB5  หรือเรียกสั้นๆว่า “ดีบีไฟว์” ก็เป็นที่รู้กันว่ารถยนต์ยี่ห้อนี้เป็นหนึ่งในแบรนด์รถอังกฤษคลาสสิคครับ  รูปร่างหน้าตาดูแล้วคล้ายๆกับพอร์ช เคย์แมน สวยสปอร์ตคลาสสิคมากๆ โดยเฉพาะเจ้าดีบีไฟว์นี้ บริษัทแอสตัน มาร์ตินผลิตออกมาช่วงปี 1960 แค่ 1,000 กว่าคันเท่านั้น  แล้วก็เอามาให้เจมส์ บอนด์ (ฌอน คอนเนอรี่) ขับครั้งแรกในภาค Goldfinger (ภาคที่ 3 ของหนังชุดเจมส์ บอนด์) แล้วก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของสายลับเจ้าเสน่ห์คนนี้ไปเลย  แล้วพี่เจมส์ บอนด์ก็เปลี่ยนไปใช้เบนท์ลีย์บ้าง โรเวอร์บ้าง แล้วเริ่มนำดีบีไฟว์กลับมาอีกหลายๆภาค เช่น  GoldenEye, Tomorrow never dies ยืดยาวมาจนถึง Casino Royale, Quantum of Solace จนถึง Skyfall นี่ละฮะ


2. มาร์ตินี่ (Martini)  เป็นเครื่องดื่มคอกเทลที่เจมส์ บอนด์ดื่มแบบ “เขย่า ไม่คน” (Shaken, not stirred) นะฮะ  ซึ่งวลีนี้เป็นวลียอดฮิต ซึ่งปรากฏในแทบๆทุกภาคของเจมส์ บอนด์เลย  อันมาร์ตินี่นั้น ผสมขึ้นมาจากเหล้าจินกับเวอร์มูธ (Vermouth) แล้วก็หย่อนมะกอกหรือมะนาวเสี้ยวลงไปหน่อยครับ  ผมเองก็ไม่เคยดื่ม แต่เห็นว่าเมาง่ายมากเลย  สำหรับวลี “Shaken, not stirred” นี้ เคยมีมหาวิทยาลัยในแคนาดาเค้าเอาไปวิจัยว่ามันจะต่างกันยังไง  ผลก็คือ มาร์ตินี่”เขย่า” จะมีแอนติออกซิแดนท์ (ต้านอนุมูลอิสระ) สูงกว่า มาร์ตินี่แบบ“คน” นะฮะ  (ไปดื่มน้ำส้มดีกว่าถ้างั้นน่ะ)   ทว่าเท่าที่ผมได้ยินมา เขาว่าแบบ “เขย่า” จะเย็นอร่อยกว่าแบบ”คน” นะครับ 

นอกจากมาร์ตินี่แล้ว   เจมส์ บอนด์ดื่มแชมเปญ Bollinger กับ Dom Perignon ครับ


Walther PPK ในภาค Skyfall
3. ปืนพกที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเจมส์ บอนด์คือ วอลเธอร์ พีพีเค (Walther PPK) ครับ บางครั้งก็ใช้รุ่น P99 สลับไปมาแล้วแต่ภาค เป็นปืนพกใช้กระสุนขนาด 9 มม. สัญชาติเยอรมันครับ ในยุคแรกๆ พี่เจมส์ บอนด์จะใช้ปืนพกเบเรตต้า 418 ซึ่งใช้กระสุนขนาดจิ๋ว คือ 6.35 มม.  เพราะจะพกพาสะดวกสมกับเป็นสายลับ  แต่ในยุคหลังๆก็รู้สึกจะไม่ค่อยแคร์เท่าไร  บางทีเล่นควงปืนกลก๋าเลยก็มี เช่น ในโปสเตอร์เจมส์บอนด์ภาค Quantum of Solace เป็นต้น สำหรับในภาคนี้เจมส์ บอนด์ใช้ Walther PPK ที่มีลูกเล่นพิเศษคือ ตรงด้ามจับจะเซนเซอร์ตรวจลายมือด้วย  ถ้าไม่ใช่มือของบอนด์ ก็จะยิงไม่ออกฮะ

Omega Seamaster

4. นาฬิกา  ในยุคแรกๆ เจมส์ บอนด์จะใช้โรเล็กซ์ รุ่น Submariner  แล้วก็ไซโก้ รุ่นอะไรก็ไม่รู้  ทว่านับตั้งแต่เพียร์ซ บรอสแนนมาเป็นเจมส์ บอนด์ก็จะใส่โอเมก้า รุ่น Sea Master ครับ แล้วก็ใส่มาตลอดจนมาถึงแดเนียล เครกเลย  และถ้าใครสังเกตก็จะเห็นว่าพี่แกใช้มือถือโซนี่ อิริคสัน มาหลายภาคละ....


สูทของ Tom Ford
5. ชุดสูท  สำหรับในภาค Skyfall นี้  สังเกตได้ว่าสูทของเจมส์ บอนด์ดูเนี้ยบและเข้ารูปมากกว่าภาคอื่นๆ  ทางคอสตูมดีไซเนอร์เลือกใช้ยี่ห้อ Tom Ford ครับ ก็เป็นยี่ห้อเดียวกับในภาค Quantum of Solace น่ะแหละครับแต่ก็เปลี่ยนสีมาเป็นสี Charcoal และเป็นสูทแบบสามกระดุมแบบเปิดเม็ดบน  ทางเจ้าของแบรนด์เขาบอกว่า ดาราฮอลลีวู้ดเช่น แบรด พิทท์, จอห์นนี่ เดปป์, วิล สมิธ ก็เป็นลูกค้าของเขาเหมือนกัน  ดูท่าจะแพงน่าดู..... แต่ผมก็แปลกใจอยู่อย่างนึงว่า แบรนด์ Tom Ford นี้เป็นของอเมริกัน  ในขณะที่เจมส์ บอนด์นั้นเป็นหนังที่โปรโมทความเป็นอังกฤษเต็มที่ ทำไมไม่ใช้สูทยี่ห้อดีๆของอังกฤษ ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น ดันฮิล (Dunhill),  Anderson & Sheppard หรือ H. Huntsman เป็นต้น

โอ้....เขียนมาซะยาวเชียว  :)

Monday, October 29, 2012

เฮลิคอปเตอร์ ใน James Bond ภาค Skyfall

...พอดีผมนั่งดู trailer ของเจมส์บอนด์ ภาคใหม่ Skyfall แล้วเห็นซีนนึงมีเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ติดสัญลักษณ์แปลกๆ กำลังยิงถล่มปราสาทอยู่ ก็เลยสนใจว่าเค้าใช้เครื่องรุ่นไหนมาเข้าฉาก  ไปค้นคว้ามาได้ความดังนี้ฮะ


โปสเตอร์หนัง James Bond "Skyfall"
ซีนนี้เป็นซีนที่ฝ่ายร้ายคือ Quantum ยกพวกมาถล่มเจมส์ บอนด์ และ M (หัวหน้าของหน่วย MI-6 แสดงโดยจูดี้ เดนช์) ที่ Manor House ชื่อว่า "Skyfall Lodge" และข้างๆกันนั้นก็เป็นโบสถ์ประจำครอบครัวบอนด์ด้วย ซึ่ง Skyfall Lodge นี้ทีมงานได้ก๊อปปี้จากบ้านหรูไฮโซในสก๊อตแลนด์ แล้วเอามาสร้างเลียนแบบขึ้นใหม่ในสนามกอล์ฟ Hankley Common ในอังกฤษนี่เอง เพื่อให้ยิงถล่มแล้วก็ระเบิดได้เต็มที่ ข่าวว่าทีมงานลงทุนไปกว่า 100,000 ปอนด์สำหรับฉากนี้เลยเชียว

เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้คือ AW-101 ครับ ผลิตโดยบริษัท AgustaWestland เจ้า AW-101 นี้มีที่มาย้อนไปอดีตตั้งแต่ปี 1977 ในยุคที่โลกตะวันตกยังเป็นศัตรูกับโซเวียต  แล้วทีนี้กองทัพเรืออังกฤษเห็นว่าเฮลิคอปเตอร์รุ่น Sea King  ที่ใช้อยู่นั้นไม่สามารถต่อกรกับเทคโนโลยีเรือดำน้ำโซเวียตได้ ก็เลยไปว่าจ้างให้บริษัท Westland ของอังกฤษให้ผลิตเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมให้


เฮลิคอปเตอร์ AW-101 "เมอร์ลิน" ขณะถ่ายทำฉากยิงถล่ม Skyfall Lodge
บริษัท Westland (อังกฤษ) ก็เลยไปร่วมกับบริษัท Agusta (อิตาลี) ที่ก็โดนว่าจ้างโดยกองทัพเรืออิตาลีในโปรเจคท์คล้ายๆกัน  สองบริษัทนี้ก็มารวมกันเป็น AgustaWestland ผลิตเครื่องรุ่น AW-101 นี่ออกมาเพื่อภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำและกู้ภัยโดยเฉพาะ  และด้วยสาเหตุที่ต้องบินทำงานเหนือทะเลจึงต้องให้ปลอดภัยสูงสุด บริษัทผู้ผลิตก็เลยดีไซน์ให้มี 3 เครื่องยนต์ เผื่อเสียไป 1 เครื่องก็ยังเหลืออีก 2 เครื่องยนต์บินได้สบายๆตามปกติ 

ตอนนี้ AW-101 ก็ประจำการอยู่ในกองทัพทั่วโลกด้วยเหตุที่มี power มหาศาล และใช้งานได้หลากหลาย ในกองทัพอังกฤษจะเรียกเครื่องรุ่นนี้ว่า "Merlin" ครับ (ชื่อพ่อมดในตำนานกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลมนั่นเอง) 

การตั้งชื่อให้เฮลิคอปเตอร์ก็มีมานานแล้วละครับ ทั้ง "แบล็คฮอว์ค" (S-70), "อาปาเช่" (Boeing AH-64), "คอบร้า" (AH-1) เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกและมันดูหล่อขึ้นเป็นกอง


ควีนอังกฤษทรงเข้าฉากในวีดีโอเปิดโอลิมปิก ลอนดอน 2012
โดยมี เจมส์ บอนด์ เป็นบอดี้การ์ดส่วนพระองค์
สำหรับในทีมงานเจมส์บอนด์นั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ของ AgustaWestland มาร่วมงานครับ  ถ้าใครจำฉากเปิดตัวพระราชินีอังกฤษในพิธีเปิดโอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอนได้นั้น  เขาใช้เฮลิคอปเตอร์ AW-139 เพ้นท์รูปธงยูเนี่ยนแจ๊ค บินลอด London Bridge พาสตั๊นท์ของพระราชินี ซึ่งมีเจมส์ บอนด์ (แดเนียล เครก) เป็นบอดี้การ์ด บินมาลงที่สนามกีฬาเป็นไฮไลท์ของงาน เป็นที่ฮือฮาไปทั่ว

สำหรับ AW-139 นั้น ตอนนี้นิยมใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันครับ เอาไว้บินรับ-ส่งผู้โดยสารที่ทำงานอยู่ที่แทนขุดเจาะน้ำมัน  ในเมืองไทยนั้นตอนนี้มีบริษัทเดียวที่ใช้ก็คือ บริษัท สีชัง ฟลายอิ้ง เซอร์วิส ครับ (SFS) บินให้กับแท่นขุดเจาะของปตท. ข่าวว่าติดแอร์เย็นเจี๊ยบเลยทีเดียว....
ภาพตอนซ้อมพิธีเปิดโอลิมปิก  ใช้เฮลิคอปเตอร์ AW-139
บินลอด London Bridge

Sunday, October 28, 2012

Adele....เจมส์ บอนด์ ภาค "Skyfall"....

28 ตุลาคม 2012

...."Skyfall"....อ่ะ  เปลี่ยนแนวไปพูดถึงหนังเจมส์บอนด์ ภาคใหม่ล่าสุด "Skyfall" กันนิดนึงนะครับ  แต่วันนี้จะเล่าถึง Adele นักร้องสาวชาวอังกฤษวัย 24 ที่เป็นผู้ขับร้องเพลงประกอบที่ใช้ชื่อเดียวกันของเจมส์ บอนด์ภาคนี้  เพราะตะกี้เข้าไปฟังบน Youtube มาแล้วชอบมากกกก


สาวน้อย Adele
เป็นที่รู้กันว่าเจมส์ บอนด์ 007 เป็นหนังสายลับอังกฤษ  อะไรต่างๆที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นอังกฤษไปหมด ทั้งชื่อหน่วย MI-6 ก็เป็นชื่อหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษจริงๆ (ของจริงมีทั้ง MI-5 และ MI-6), Daniel Craig ผู้แสดงเป็นเจมส์ บอนด์ ก็เป็นชาวอังกฤษ, รถยนต์ที่เจมส์ บอนด์ขับ Aston Martin ก็เป็นแบรนด์อังกฤษ  เพราะฉะนั้นเมื่อเลือกนักร้องเพลงประกอบว่าจะต้องเป็น สาวน้อย Adele ที่เป็นชาวอังกฤษแท้ๆ เกิดที่เมือง Tottenham ทางตอนเหนือของลอนดอน ก็เป็นตัวเลือกที่ลงตัว สมเป็นหนังที่ชาวอังกฤษภูมิใจ....

Adele เธอมีชื่อเต็มๆว่า Adele Laurie Blue Adkins ครับ เพิ่งอายุได้ 24 เท่านั้นเอง  แจ้งเกิดในวงการตั้งแต่อายุ 16 เมื่อเพื่อนๆเอาคลิปเดโมของเธอไปโพสท์ไว้บน Myspace แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตก ตามมาด้วยอัลบั้มแรกชื่อ "19" (ตามอายุในขณะนั้น) คว้ารางวัลมากมายทั่วเกาะอังกฤษแล้วก็มาดังต่อที่สหรัฐฯเมื่อเธอคว้ารางวัลแกรมมี่ อวอร์ดในปี 2009 ในฐานะนักร้องหน้าใหม่และนักร้องเพลงป๊อปหญิงยอดเยี่ยม

อัลบั้มชุดที่สองชื่อ "21" (ก็ตั้งตามอายุตอนนั้นอีกน่ะแหละ)  อันนี้นี่ดังกว่าชุดแรก เพราะถึงขั้นลงกินเนสบุ๊คว่า เป็นอัลบั้มแรกบนเกาะอังกฤษที่ขายได้มากกว่า 3 ล้านชุดในหนึ่งปี  เพลงที่เพราะๆที่เป็นที่รู้จักก็คือ Someone Like you และ Rolling in the deep ครับ


เสียงของ Adele นั้นบอกได้ว่า มีเสน่ห์แบบแหบใสๆน่ะครับ  ฟังดูมีพลังกังวาลมากๆ  พอได้มาร้องเพลงธีม Skyfall ก็เลยดูยิ่งใหญ่สมราคาหนังเจมส์ บอนด์ที่รอคอย  เพลง Skyfall นี้พอเปิดตัวออกมาได้เพียง 10 ชั่วโมง (5 ตุลาคม) ก็ทำยอดดาวน์โหลดสูงสุดใน iTune ของอังกฤษ แซงหน้าเพลง Diamonds ของ Rihanna ไปเลย  อีกสองวันต่อมาก็ทำยอดขายซิงเกิ้ล Skyfall ไปได้ 84,000 แผ่นในอังกฤษ และ 264,000 แผ่นในเมกา ทำรายได้ให้หนังเจมส์ บอนด์ไปท่วมท้นตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงด้วยซ้ำไป

หนังเจมส์ บอนด์ภาค Skyfall นี้จะเข้าโรงในเมืองไทยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2012 นี้ครับ.....หลับตาฟังเพลงธีม Skyfall ให้ดีนะครับ....ทั้งเศร้าและมีพลังในเพลงเดียวกัน....

....Let the Skyfall, when it crumbles. We will stand tall. Face it all together....

ใครสนใจก็เข้าลิงก์นี้ได้เลยครับ....  http://www.youtube.com/watch?v=7HKoqNJtMTQ

Wednesday, October 24, 2012

กระทิงแดง (Red Bull)

24 ตุลาคม 2012

..."Red Bull" หรือ "กระทิงแดง"...อยากจะเขียนเรื่องนี้เพราะมีน้องๆขอมาแล้วก็พอดีได้ข่าวว่าเร็วๆนี้ Red Bull จะส่งเครื่องดื่มบุกตลาดไทย  ทั้งๆที่ Red Bull นี้ก็มีจุดกำเนิดมาจากไทยนี่เอง ก็เลยอยากเขียนเรื่อง Red Bull เล่าสู่กันฟังสักหน่อยนะครับ

ในเมืองไทยนั้น แบรนด์ "กระทิงแดง" ก็คือเครื่องดื่มบำรุงกำลังแนวๆเดียวกับลิโพ, คาราบาวแดง (มีวิตามิน บี12 ด้วยนะ), M-100, M-150 อะไรทำนองนั้น ซึ่งลุคจะออกมาแนวๆเครื่องดื่มสำหรับผู้ใช้แรงงาน  แต่ Red Bull ในต่างประเทศนั้นจะมีชื่อเสียงในนามของเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา แล้วก็สปอนเซอร์ของกีฬาแบบ extreme ครับ

คุณเฉลียว อยู่วิทยา ซึ่งผู้ให้กำเนิดเครื่องดื่มกระทิงแดงนั้น ได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่มชนิดนี้มาจากโทนิค เมื่อปี 2519 จนกลายเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และตั้งชื่อยี่ห้อว่า "กระทิงแดง" ผลิตออกขายในร้านขายยาของตนเอง  อยู่มาวันหนึ่งในช่วงปี 2527 มีเซลล์ขายยาสีฟันชาวออสเตรีย ชื่อ "Dietrich Mateschitz" เดินมาซื้อกระทิงแดงดื่มเพื่อลดอาการเจ็ทแลค  ดื่มเข้าไปแล้วก็ชอบก็เลยคุยกับคุณเฉลียวว่าจะนำกระทิงแดงไปทำตลาดที่ออสเตรีย

คุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของกระทิงแดง

ดีลที่ตกลงกันก็คือ คุณเฉลียวถือหุ้น 48%, Mateschitz 48% ส่วนที่เหลืออีก 2% ให้คุณเฉลิม อยู่วิทยา (ลูกชายคุณเฉลียว) ถือ 

Mateschitz นำกระทิงแดงกลับไปออสเตรีย จัดการปรับปรุงสูตรให้เพิ่มคาร์บอเนต (เพิ่มความซ่า) แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า Red Bull ปรากฎว่าขายดิบขายดีไปทั่วยุโรป นำกำไรกลับมาให้คุณเฉลียวมากมายมหาศาล

ด้วยความที่ Mateschitz ชื่นชอบการบินเครื่องบินผาดโผน จนเป็นนักบินสมัครเล่นถือ private license บินเครื่องเจ็ท Falcon 900 แล้วก็เครื่อง Piper Super Cub  และเชื่อว่านี่เองคือ สิ่งที่นำไปสู่การที่ Red Bull เป็นสปอนเซอร์ให้กับกีฬาผาดโผนทั้งปวง เช่น  คายัค, สกี, โดดร่ม, สโนว์บอร์ด, วินด์เซิร์ฟ, ปีนหน้าผา, จักรยานวิบาก, แข่งมอเตอร์ไซค์ และที่โด่งดังมากๆก็คือ รถแข่ง Formula One แล้วก็แข่งเครื่องบินผาดโผน รายการ "Red Bull Air Racing"

 โลโก้ Red Bull นี้โด่งดังในกีฬาประเภทนี้มากจนแทบจะครองตลาดกีฬาผาดโผนไปเลยครับ  แถมตอนนี้ Red Bull ก็เป็นเจ้าของทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวัน 2 ทีม คือ ทีม Red Bull Racing (อยู่ในอังกฤษ) กับ ทีม Team Red Bull (แข่งในรายการ Nascar ของเมกา)


ทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวันของ Red Bull
อันที่ผมชอบก็คือ ที่ Red Bull เขาเอาเฮลิคอปเตอร์ BO-105 มาบินผาดโผนตีลังกาหงายท้องให้ดูนี่ละครับ  เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นเฮลิคอปเตอร์หงายท้องวันนี้

ผลกำไรที่ได้รับจากแบรนด์ Red Bull นั้นทำให้คุณเฉลียว กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทยติดๆกันหลายปี รายงานล่าสุดเมื่อปี 2011 ก็คือคุณเฉลียวมีทรัพย์สินประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ  เมื่อมองไปที่ทรัพย์สินของ Mateschitz ก็จะมีอยู่พอๆกันครับ

ความสำเร็จของแบรนด์ Red Bull และความร่ำรวยของบุคคลทั้งสองนี้  เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ชั้นเลิศของ Mateschitz และความซื่อสัตย์ต่อกันในฐานะพาร์ทเนอร์ธุรกิจ  ซึ่งผมเชื่อว่าหายากมากๆที่คนต่างชาติต่างภาษาที่ทำธุรกิจร่วมกันและซื่อสัตย์ต่อกันแม้ว่าจะมีกำไรมหาศาลเพียงใด  (อีกหนึ่งเคสที่น่าเป็นตัวอย่างก็คือ เคสของ บริษัทก่อสร้างนาม "อิตัล-ไทย" นี่ละครับ  วันหลังจะเขียนเล่าละกัน)

ใช่ว่าคุณเฉลียวจะเป็นเสือนอนกินอย่างเดียวนะครับ  ธุรกิจอื่นๆในเมืองไทยก็มีเช่น TC ฟาร์มาซูติคอล หรือ ในยุคสมัยหนึ่งที่คุณเฉลียวเป็นกรรมการธนาคารกสิกรไทยอยู่ยาวนานทีเดียว เพียงแต่ว่า คุณเฉลียวนั้นเป็นคนที่มีบุคลิกรักความสันโดษ โลว์โปรไฟล์ ไม่ค่อยออกสื่อ หรือ อาจเรียกได้ว่า "รวยแบบเงียบๆ" นั่นเอง
เฮลิคอปเตอร์ Red Bull โชว์ตีลังกาผาดโผน นักบินชื่อ Chuck Aaron ครับ

คุณเฉลียว อยู่วิทยา เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2555 นี้เอง  ทิ้งอาณาจักรเรดบูลแสนล้านเอาไว้ให้กับคุณเฉลิม อยู่วิทยา บริหารต่อไป  ล่าสุดได้ข่าวว่า Red Bull จะนำเครื่องดื่ม Red Bull เข้ามาตีตลาดในเมืองไทย (ฟังแล้วแหม่งๆ) โดยร่วมกับพาร์ทเนอร์คือ สยาม ไวเนอรี่ (ผู้จัดจำหน่าย สปาย ไวน์คูลเลอร์) เป็นผู้กระจายสินค้าครับ

หมู่เกาะเคย์แมน

24 ตุลาคม 2012 
..."หมู่เกาะเคย์แมน" (Cayman Island) คือ พอดีนั่งมองรูปรถพอร์ช เคย์แมน แล้วนึกขึ้นได้ว่าชื่อมันเหมือนกับหมู่เกาะเคย์แมนที่โด่งดังเรื่องฟอกเงินนี่นา ก็เลยหาข้อมูลมาเขียนเล่าสู่กันฟังครับ

หมู่เกาะเคย์แมนนี้ประกอบด้วย 3 เกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ใน
ทะเลแคริบเบียนครับ เป็นอาณานิคมอังกฤษ มีชื่อเสียงในเรื่องการฟอกเงินเพราะว่า เป็นดินแดนที่ปลอดภาษี และพลอยทำให้เป็นศูนย์กลางการเงินโลกไปด้วย
หมู่เกาะเคย์แมน ในทะเลแคริบเบียน

คำว่า "ปลอดภาษี" ของเคย์แมน หมายความว่า ใครก็ตามที่มาตั้งบริษัทหรือเปิดบัญชีธนาคารแล้วทำธุรกรรมกับต่างประเทศ จะไม่เสียภาษีให้กับรัฐบาลเคย์แมนเวลาที่มีเงินเข้า เงินออก หรือ ได้ดอกเบี้ยจากกองทุน หรือ ได้กำไรจากการทำธุรกิจ ก็เลยทำให้เคย์แมนกลายเป็นสวรรค์ของนักลงทุน หรือ กระทั่งอาชญากรที่ต้องการฟอกเงินครับ

แถมข้อมูลต่างๆของบริษัทหรือบัญชีธนาคารที่มาเปิดไว้ที่เคย์แมนนี้ ก็จะได้รับการปกปิดแบบ "ลับที่สุด" แถมรัฐบาลออกกฎหมายด้วยว่า การเปิดเผยข้อมูลภาษีหรือการเงิน ถือเป็นความผิดอาญาอีกตะหาก

เช่น สมมติว่า ผมซึ่งเป็นคนไทย ต้องการไปลงทุนขายบะหมี่ในพม่า หากผมไปเปิดบริษัทลูกในพม่า แล้วขายได้เงินเท่าไรก็โอนกลับมาที่บริษัทผมในเมืองไทย ผมก็ต้องเสียภาษีเงินได้ในเมืองไทยตามกฎหมาย ....แต่หากผมใช้บริการของเคย์แมน ผมก็ไปตั้งบริษัทตัวแทนในเคย์แมน (ชื่อหมาแมวอะไรก็ได้) เพื่อรอรับเงินจากบริษัทบะหมี่ในพม่าของผม เงินที่ได้รับมาก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะเคย์แมนไม่คิดภาษี
หนึ่งในธนาคารบนเกาะเคย์แมน

นอกจากเคย์แมนแล้ว ยังมีประเทศอื่นๆที่ให้บริการเช่นนี้อีกครับ เช่น บาฮามาส หรือ หมู่เกาะเบอร์มิวด้า เป็นต้น

ส่วนประเทศอื่นๆที่ให้สิทธิพิเศษคล้ายๆแบบนี้ ก็คือ ฮ่องกง, ปานามา หรือ ไลบีเรีย ประเทศพวกนี้จะคิดภาษีต่ำกว่าปกติมาก

แถมรัฐบาลเคย์แมนยังบอกอีกว่า หากคุณต้องการเปิดบริษัทหรือบัญชีที่เคย์แมน คุณเปิดแค่ในกระดาษก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีออฟฟิศจริงๆ ก็เลยทำให้ตอนนี้มีบริษัทตั้งอยู่กว่า 20,000 บริษัท, ธนาคาร 540 แห่ง (เป็นออฟฟิศจริงๆแค่ 76 แห่ง), กองทุนรวมอีก 300 กองทุน, บริษัทประกันอีก 360 แห่ง และบัญชีธนาคารอีกมากมายมหาศาล ทั้งๆที่ ขนาดของหมู่เกาะเคย์แมนนั้นมีขนาดพอๆกับเกาะสมุยบ้านเราเท่านั้นเอง
 
Porsche Cayman


ส่วนที่มีข่าวว่าสาเหตุที่ พอร์ช (Porsche) ตั้งชื่อรถสปอร์ตรุ่นสวยสุดยอดว่า Porsche Cayman เพราะ คนซื้อรถพอร์ชส่วนใหญ่ได้เงินมาจากเคย์แมนนั้นก็เป็นแค่ข่าวลือครับ เพราะคำว่า Cayman ของพอร์ชมาจากคำว่า Caiman เป็นชื่อของสัตว์เลื้อยคลานพันธุ์เดียวกับตัวตะโขงครับ (ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตั้งรุ่นรถสปอร์ตตามตัวตะโขงเหมือนกันนะน่ะ) ....เอาเข้าจริงๆ ผมก็แอบเชื่อข่าวลือนะ ฮ่าๆๆๆ

อ้อ....นอกจากเคย์แมนเขาจะโด่งดังเรื่องเงินๆทองๆแล้ว การท่องเที่ยวเขาก็ดังนะครับ เพราะมีชายหาดสวยงาม ทะเลใสสะอาด ตามสไตล์หมู่เกาะทะเลใต้น่ะครับ ใครสนใจจะไปเที่ยวก็ลองดู
www.cayman.com.ky ได้ครับ เป็นเว็บไซท์เป็นทางการของรัฐบาลเคย์แมนเลยละ บอกรายละเอียดหมดทุกอย่าง

เฮลิคอปเตอร์กับแท่นขุดเจาะน้ำมัน

18 ตุลาคม 2012

เห็นว่าเพื่อนๆสนใจเกี่ยวกับงานที่ผมทำ วันนี้ก็เลยอยากเล่าถึงแท่นน้ำมันที่ผมบินรับส่งผู้โดยสารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันน่ะครับ

ต้องขอเล่าแบ็คกราวน์สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักแท่นขุดเจาะน้ำมันมาก่อนนะครับ คือ ในอ่าวไทยของเรานี้มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่ลึกลงไปใต้ก้นทะเลอยู่มหาศาล บริษัทน้ำมันที่สนใจก็จะจ่ายสัมปทานกับรัฐบาลไทยเพื่อมาสำรวจ - ขุด - ดูดน้ำมันและก๊า
ซขึ้นมาขาย ได้เงินมาเท่าไรก็แบ่งให้รัฐบาลตามที่ตกลงกันไว้


บริษัทน้ำมันเขาก็เอาแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้ามาวางยังจุดที่เขาสำรวจเจอน้ำมัน ตรงไหนมีเยอะและดูทีท่าแล้วว่าจะต้องดูดกันอีกนานแสนนาน ก็จะเอาแท่นแบบถาวรมาตอกขาลงไปกับพื้นโลกเลย ส่วนอันไหนที่มีไม่เยอะหรือต้องสำรวจไปๆมาๆ ก็เอาแท่นแบบลอยน้ำได้มาใช้ แล้วใช้เรือลากไปตามตำแหน่งที่ต้องการ

วันที่ผมบินออกมาทำงานวันแรก ต้องยอมรับว่าแท่นขุดเจาะนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อย่างหนึ่ง คือ ใครจะไปคิดว่าในท้องทะเลลึกคลื่นลมแรง มนุษย์ตัวเล็กๆจะออกไปดูดสิ่งที่อยู่ใต้พื้นมหาสมุทรขึ้นมาใช้งานได้ แถมแท่นน้ำมันนี้นอกจากจะดูดน้ำมันแล้ว ยังมีโรงแรมให้พนักงานพักติดแอร์เย็นฉ่ำ มีห้องอาหาร มีทุกอย่างครบครัน สนามบาสเก็ตบอล โรงหนังเล็กๆ ห้องออกกำลังกาย ฯลฯ ไม่แพ้บนฝั่งเลย

และด้วยเหตุว่าแท่นน้ำมันนั้นราคาแพง พื้นที่ทุกส่วนล้วนจำกัดและมีมูลค่าทั้งนั้น ทีนี้อากาศยานที่ใช้พื้นที่ลงจอดน้อยที่สุดก็คือ "เฮลิคอปเตอร์" (เครื่องบินใช้รันเวย์ยาวเป็นกิโล ครั้นจะประหยัดนั่งเรือก็นั่งกันเป็นวัน) ดังนั้นเฮลิคอปเตอร์ก็เลยเป็นยานพาหนะยอดนิยมของชาวแท่นน้ำมันครับ แล้วก็พลอยทำให้ผมมีงานทำจนวันนี้ 555

ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (Helideck) ในภาพประกอบนี้ พื้นเป็นสีเทา บางที่ก็เป็นสีเขียว มีตัว H สีเหลืองอยู่ตรงกลางครับ บริษัทออกแบบจะดีไซน์ให้ตัวลานจอดเนี่ยไกลจากสิ่งกีดขวางของแท่นให้มากที่สุด เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ลงจอดง่ายและปลอดภัย บางแท่นเขาก็เอาลานจอดไว้บนหลังคา บางแท่นก็ให้ยื่นพ้นจากตัวแท่นออกมาเลยให้รู้แล้วรู้รอดไป

ธรรมชาติของเฮลิคอปเตอร์นั้นจะลงจอดได้ง่ายเมื่อบินเข้าหาลมครับ เพราะลมจะช่วยพยุงเฮลิคอปเตอร์ไว้ด้วย ทำให้เครื่องยนต์ทำงานไม่หนักมาก นักบินก็แฮปปี้ เพราะฉะนั้นทิศทางการวางลานจอดก็สำคัญ ในอ่าวไทยนั้นมักจะวางลานจอดให้ยื่นชี้มาทางทิศใต้ เพราะลมอ่าวไทยส่วนใหญ่จะพัดแนวตะวันออก-ตะวันตก แต่ถ้าเป็นทะเลเหนือก็จะให้ลานจอดอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะลมพัดอีกแนวนึง....

โครงสร้างของลานจอดก็จะออกแบบให้รับน้ำหนักได้ 2.5 เท่าของเฮลิคอปเตอร์ครับ เผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องลงกระแทกแรงๆ เช่น เครื่องยนต์ดับ หรือ ลมกรรโชกแรง เป็นต้น

ในอ่าวไทยเราซึ่งเชฟรอนได้สัมปทานอยู่นั้นมีแท่นน้ำมันหลายแบบครับ มีทั้งแบบถาวร หรือ Living Quarter คืออยู่กันเป็นโรงแรมเลย เช่น แท่นปลาทอง (ออกแบบโดยบริษัท Seaquest ของสิงคโปร์) หรือ แท่นเอราวัณ (ออกแบบโดยบริษัท Specialist Services ของดูไบ) แล้วก็มีทั้งเรือขุดเจาะและแท่นลอยน้ำ ที่เช่ามาจากบริษัท Transocean ของสวิส และบริษัท Seadrill ของอเมริกา
บริษัท Transocean

พูดเรื่องบริษัท Transocean สักนิดละกัน บริษัทนี้เค้าเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจให้เช่าแท่นลอยน้ำทั่วโลกครับ สนนราคาค่าเช่าก็คือ 260,000$ หรือ 9 ล้านบาทต่อวัน....เน้นว่า "ต่อวัน" นะครับ แต่ถ้าเป็นทะเลลึกมากๆ ค่าเช่าก็จะเป็นสองเท่าครับ ราคานี้คืออัตราเหมาทั้งพนักงานและแท่นของปี 2011 ครับ ใครอยากรวยก็ทำแท่นขุดน้ำมันออกขายก็ได้ครับ รวยกันไม่รู้เรื่อง....

ปล. เจ้าแท่นลอยน้ำเนี่ย วันไหนคลื่นลมแรงมากๆ แท่นก็จะเด้งหน้าเด้งหลัง นักบินจะเวียนหัวกันแทบอ้วกทีเดียว เพราะลงจอดยากและอันตรายมากครับ ต้องระวังกันสุดๆ